Home > Editor Talk > ธรรมะกับเรื่องสนุกๆ

ธรรมะกับเรื่องสนุกๆ

Tuesday, May 3, 2011

“หมั่นสร้างบารมีไว้....แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง”

“ลูกเอ๋ย......ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อ องค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย....หากไม่เช่นนั้น แล้วเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว.... เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมาก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า....หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง จงจำไว้นะ....เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้....ครั้น ถึงเวลา....ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่....จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

สม เด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "สมเด็จโต" เป็นพระเกจิเถราจารย์ผู้ทรงคุณทางด้านวิชชาคาถาอาคม เมตตามหานิยม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุมงคล "พระสมเด็จ" ของท่าน ที่ถูกจัดเข้าในเบญจภาคี หรือสุดยอดของพระเครื่องวัตถุมงคล 1 ใน 5 ของประเทศไทย และมีราคาซื้อขายในปัจจุบันต่อองค์เป็นราคานับล้านบาท) พระเครื่องที่สมเด็จโตสร้างนั้น ที่วงการพระเครื่องยอมรับเป็นสากลในปัจจุบันมี 3 วัดคือ วัดระฆัง วัดบางขุนพรม และ วัด (เกศ) ไชโย ด้วยปฏิปทาจริยาวัตรและคุณวิเศษอัศจรรย์ของท่าน ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยเคารพนับถือว่าท่านเป็นอมตะเถราจารย์รูปหนึ่งของ เมืองไทย และมีผู้นับถือจำนวนมากในปัจจุบัน

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีนามเดิมว่า “โต” เมื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา ได้นามฉายาว่า “พรหมรังสี” ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ที่บ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากบันทึกของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหนันทน์) กล่าวว่าสมเด็จโตเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ครั้งทรงพระยศเป็น เจ้าพระยาจักรี โยมมารดาของท่านชื่อนางงุด บุตรของนายผลกับนางลา ชาวนาเมืองกำแพงเพชร

เรื่องความมักน้อยและความเมตตาของท่านน่าจะเป็นคุณลักษณะพิเศษที่โดดเด่น ทำให้ผู้คนศรัทธาท่านอย่างแรงกล้า อย่างเช่นเรื่อง “…เมื่อพระคุณท่านทราบว่า เรือที่ท่านได้เคยนั่ง และกำลังนั่งข้ามฟากกำลังจะหมดสภาพ เพราะรั่วโดยเจ้าของเรือบอกเจ้าประคุณสมเด็จฯว่า “ไม่มีสตางค์จะซ่อมเรือ” พอถึงฝั่งเจ้าประคุณสมเด็จฯก็หยิบพัดยศให้เจ้าของเรือถือไว้ จากนั้นเจ้าประคุณก็ขึ้นฝั่งไปทำกิจที่ได้รับนิมนต์ในพิธีหลวง พอถึงพิธีเจ้ากรมสังฆการีรู้ว่าพัดยศสมเด็จฯ อยู่ที่คนแจวเรือจ้าง โดยพระคุณท่านปรารถนาจะช่วยเหลือให้เจ้าของเรือจ้างได้รับเงินประมาณแปดสลัง เฟื้อง เพื่อเป็นค่ายาเรือ ดังนั้นเจ้ากรมสังฆาการีจึงต้องนำเงินแปดสลึงเฟื้องไปถ่ายพัดยศที่เจ้า ประคุณสมเด็จมอบให้คนแจวเรือจ้างถือไว้…” หรืออย่างเรื่องเล่าสุดคลาสสิคเช่น “ขโมยเอื้อมมือลอดล่องจากใต้กุฏิที่ท่านพักอาศัยเพื่อควานหาของมีค่าแต่ เอื้อมไม่ถึง พระคุณท่านรู้ใจขโมยว่าอยากจะได้อะไรจึงหยิบของนั้นส่งให้ขโมยเพื่อช่วยให้ ขโมยสมความปรารถนา” เรื่องนี้ยิ่งจี้ใหญ่แสดงถึงความรอบรู้เรื่องจิตวิทยาโดยที่ท่านไม่ต้องไป เรียนจบมาจากที่ไหนๆมาเลย “เมื่อครั้งขโมยเข้ามาลักเรือที่ใต้กุฏิ สมเด็จฯ ยังโผล่หน้าต่างมาบอกขโมยว่า ถ้าจะให้ดีต้องทำอย่างใดจึงจะเอาเรือไปได้โดยไม่เกิดเสียงดัง เพราะถ้าเกิดเสียงดังเด็กวัดตื่นเดี๋ยวจะมีเรื่องเจ็บตัว ดังนั้น เพื่อช่วยให้ผู้ปรารถนาสมหวังจึงช่วยแนะนำขโมยเพื่อให้ขโมยได้สมความ ปรารถนา” มีอีกหลายๆเรื่องแสดงถึงความเมตตาของท่านต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่แต่เท่านั้น “ … เมื่อครั้งท่านธุดงค์ พบสัตว์กำลังอยู่ในระหว่างมีทุกข์ เพราะติดอยู่ที่บ่วงท่านก็ปลดปล่อยสัตว์นั้นให้พ้นทุกข์แล้วเอาเท้าของพระ คุณท่านไว้แทนที่รอกระทั่งเจ้าของบ่วงมาถึง จึงขอบิณฑบาตร สัตว์นั้นแล้วเทศน์อานิสงฆ์การทำบุญเพื่อให้เจ้าของบ่วงเลิกทำอกุศล…”

เรื่องบารมีและความเมตตาของท่านมีเรื่องเล่ามากมายก่ายกองรวมทั้งเรื่อง อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ของท่านขณะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ครั้นเมื่อท่านมรณภาพไปแล้วยิ่งมีมากทวีคูณโดยเฉพาะพระพิมพ์ของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ หรือเรียกกันตามสะดวกปากว่า "สมเด็จ" นั้น ได้กล่าวมาแล้วว่าเจ้าประคุณสมเด็จได้สร้างขึ้นไว้ด้วยมุ่งหมายจะให้เป็นการ สืบต่ออายุพระศาสนาเป็นข้อสำคัญ แต่น่าประหลาดอยู่ ที่คนทั้งหลายต่างนับถือพระสมเด็จเป็นเครื่องรางที่ทรงคุณานุภาพเป็นอย่าง วิเศษ ว่าในบรรดาพระเครื่องราง พระสมเด็จเด่นอยู่ในความนิยมของสังคมในทุกยุคทุกสมัยและหาซื้อกันในราคาแพง มาก อันเรื่องเกี่ยวกับอภินิหารพระสมเด็จนั้น ได้ฟังเล่ากันมากมายหลายเรื่อง อย่างเช่น การแคล้วคลาดอันตรายจาก สาตราวุธ สัตว์ร้าย อุบัติเหตุต่างๆ ช่วยให้คลอดง่าย รักษาโรคอหิวาห์

เรื่องที่ขึ้นชื่อลือชาอีกเรื่องคือให้หวยแม่น กล่าวกันว่า สมเด็จโตใบ้หวยให้ชาวบ้าน  โดยพฤติกรรมหรือวาจาแปลกๆการเล่นหวยเกิดขึ้นครั้งแรก ที่พอมีเอกสารอ้างอิงได้ ว่ามีตั้งแต่  พ.ศ. ๒๓๗๘ และเลิกเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๕๙ มีครั้งหนึ่ง หญิงจีนมาขอหวยท่านสมเด็จโต แอบมานัดกับเด็กวัดโดยออกอุบายแนะให้เด็กวัดขึ้นไปคุยกับท่านสมเด็จโตบนกุฏิ และให้เด็กวัดชวนพูดแล้วบีบนวดไป จากนั้นเด็กวัดก็ถามท่านสมเด็จโตว่า "ท่านตา ท่านตา หวยงวดนี้มันจะออกอะไร" เมื่อท่านสมเด็จโตได้ยินดังนั้น ท่านก็ตอบว่า “ข้าตอบไม่ได้โว้ย เดี๋ยวหวยของข้าจะรอดร่อง” อาซิ้มที่แอบฟังอยู่ใต้ถุนกุฏิได้ยินสมเด็จโตพูดดังนั้นก็เปิดแน่บไปเลย ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คือ วันหนึ่งท่านสมเด็จโตได้ออกจากวัดมุ่งหน้าจะไปทำธุระแจวเรือผ่านไปตามลำคลอง ชาวบ้านก็แลเห็น ต่างก็พูดขอหวยท่านโตต่างๆ นานา เพราะรู้กิตติศัพท์ว่า ท่านให้แม่น และสงสารคนจน เวลาเทศนาธรรมที่ใด ท่านสมเด็จได้เงินกัณฑ์เทศน์มา ก็นำมาแจกชาวบ้านและเด็กจนๆ ท่านได้ยินก็เงียบ ครั้นขากลับวัด ท่านสมเด็จโตก็ซื้อหม้อมาเต็มลำเรือ ชาวบ้านเห็นเข้าก็ตะโกนถามท่านว่า "ท่านโตเป็นอะไร ทำไมถึงซื้อหม้อมาเยอะแยะขอรับ" ก็มีชาวบ้านที่มีปัญญาฉลาดตีความถูก วันนั้นพอเห็นท่านโตซื้อหม้อมาเยอะแยะก็รู้ว่าหวยออก ม. มอม้า ก็พากันไปแทง ครั้นพอหวยออกก็ปรากฏว่า ออก "ม" มอม้า จริงๆ

มีอยู่วันหนึ่ง สมเด็จพระวันรัต ( เซ่ง ) วัดอรุณราชวราราม ได้ให้ศิษย์ ไปนิมนต์ สมเด็จโตไปพบเพื่อไต่ถามเรื่องให้หวยชาวบ้าน และจะตักเตือนให้เลิกกระทำเสีย เมื่อสมเด็จโตไปถึง สมเด็จพระวันรัตถามขึ้นว่า “ยังไง  หมู่นี้ได้ยินข่าวว่าให้หวยแม่นถูกกันทั้งตำบลหรือ ?” สมเด็จโต ได้เรียนว่า “ตั้งแต่บวชเป็นพระมาหลายสิบพรรษา และได้สมณศักดิ์ถึงพระเทพกวีฯ ยังไม่เคยให้หวยแก่ผู้ใดเลย” สมเด็จฯพระวันรัตฯ กล่าวว่า “คนแถวๆวัดฉันยังถูกหวยท่านโตเลย เห็นเขาลือกันมาก จึงเรียกมาตักเตือนให้เพลาๆลงเสียบ้าง แต่วันนี้ฉันจะให้ท่านโตให้ลูกศิษย์ฉันบ้าง จะลองดูซิ...สมเด็จโตฯ” ท่านสมเด็จโตฯกล่าวว่า “ถ้าเป็นความประสงค์ของพระเดชพระคุณฯก็จะให้” ท่านโตกล่าวต่อหน้าพระวันรัตฯ “ว่า..ใครเล่าอยากได้หวย  ให้จดเอานะฉันจะบอกหนเดียว”  ขณะนั้นมีญาติโยม พระเณร  และศิษย์วัดอยู่กันสิบกว่าคน สมเด็จโตกล่าวออกมาดังๆว่า “นี่เป็นคำสั่งของสมเด็จพระวันรัตฯ ให้ขรัวโตให้หวย และบอกทุกคนคอยจดไว้นะฉันจะให้แล้ว  และถามอีกครั้งว่า  โยมจำได้ไหมฉันจะให้แล้ว” พระวันรัตฯถามว่า “ท่านให้หวยตรงไหน” ท่านโตฯ ตอบว่า “ตรงที่ให้หวย”  พระวันรัตนกล่าวว่า “ท่านโต มาล้อฉันเล่นหรือ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ” ท่านโตจึงกล่าวว่า “ก็ท่านให้ผมให้หวย  กระผมก็ให้ไปแล้ว ยังมาว่าอะไรอีก ให้แล้วก็แล้วกันซิ” ว่าแล้วก็ลาสมเด็จพระวันรัตฯกลับไป พระวันรัตฯกล่าวว่า “ยังกลับไม่ได้” สมเด็จโตกล่าวว่า “ก็ให้แล้วทำไมกลับไม่ได้”  แล้วเดินลงไปขึ้นเรือแจวกลับวัดระฆังฯไปทันที ฝ่ายสมเด็จพระวันรัตฯ หัวเสีย พวกญาติโยมที่ชอบเล่นหวยก็พากันลากลับไปด้วย  สมเด็จพระวันรัตฯ “ถามว่าจะรีบไปไหน  ญาติโยมบอกว่าจะรีบไปแทงหวยตอนเย็น” สมเด็จพระวันรัตฯ จึงกล่าวว่า “ลองบอกมาซิว่าจะแทงตัวอะไร” ญาติโยมเหล่านนั้นได้กล่าวว่า “แทงตัว  ห. หีบ สองตัว ตัวแรกท่านให้ ห ตัวหนึ่ง  และตัว ห หวยอีกตัวหนึ่ง” พอตกเย็นศิษย์วัดได้ขึ้นไปกราบเรียนสมเด็จพระวันรัตฯ ว่า หวยออก  ห. บ้องหลิม พวกญาติโยมที่แทงหวยรวยกันไปตามๆกัน สมเด็จพระวันรัตฯ นั่งนึกดูว่าท่านโตรูปนี้มีญาณสมาบัติ สำคัญนักรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้

หวยเจ้าสัวหง แทงได้สูงสุดตัว  ๑ บาท เท่านั้น ใครแทงถูกเอาโพยไปขึ้นเงินได้ ๓๐ บาท(แทง ๑ บาท จ่าย ๓๐ บาท) ข่าลือว่า ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ใบ้หวยแม้นมากๆ ครั้งหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ เข้าไปเทศน์ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้กล่าวสัพยอกมาว่า “เจ้าคุณโต ใครๆพากันชมเทศน์ดี และได้ยินข่าวว่าบอกหวยแม่น เขาถูกกันจริงหรือ ?” สมเด็จฯโตทูลว่า “ขอถวายพระพร อาตมาถวายโดยสัจจริงว่า ตั้งแต่อาตมาได้อุปสมบทมาไม่เคยออกวาจาว่าหวยจะออก  ด กวงสัวหง ชี้แจงว่าเนื่องจาก ประชาชนเมื่อได้เงินมาแล้ว เก็บฝังดินไว้นั้นเอง เหม็งตรงๆ เหมือนดังถวายแก่พระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าอย่างวันนี้แก่ใครเลย” สมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระสรวล มิได้ตรัสประการใด  ทรงจุดธูปเทียนบูชาคุณพระศรีรัตนตรัยและให้พระสังฆการีอาราธนาแสดงพระธรรม เทศนาต่อไป  วันต่อมา หวยออก ด กวงเหม็ง ตรงกับที่ท่านบอกรัชกาลที่ ๔ จึงเป็นที่เลืองลือเรื่องใบ้หวยแม้นของสมเด็จโตกันตลอดมา

อีกเรื่องครับท่านผู้อ่าน แม่นาค! ครับ ผีสาวที่ฮิตติดอันดับหนึ่งของเมืองไทยเรามาทุกยุคทุกสมัย เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ในรอบหลายปี เป็นภาพยนตร์ถึง 20 ครั้ง (ทำลายสถิติแน่ๆ น่าจะถูกบันทึกไว้ในกินเนสท์บุค ถ้ามีคนเสนอไป) ละครโทรทัศน์ 5 ครั้ง ละครเวที 4 ครั้ง แม่นาคหรืออำแดงนาคบางตำราเขียนว่าแม่นาก ไม่รู้ใครผิดใครถูก แต่ผมเขียน “แม่นาค” ของผม อย่างนี้มา 50 ปีแล้ว ครับ (คุณปรียา รุ่งเรือง นางเอกอกเขาพระวิหารเป็นต้นแบบแม่นาคของผม) บางตำนานเล่าว่า แม่นาคถูกสมเด็จโตท่านปราบ! ปราบยังไง? เอียงหูมาครับ ย้อนไปในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 แม่นาคพระโขนงในขณะนั้น เฮี้ยนหนัก ออกอาละวาด หลอกหลอนชาวบ้าน (รวมทั้งพระด้วย) ในแถบพระโขนง แถววัดมหาบุศย์ ย่านพระโขนง (ถึงได้ชื่อ แม่นาคพระโขนง งัย) ชาวบ้านแถบนั้นจึงต้องนิมนต์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มาจากวัดระฆังครับ ซึ่งสมเด็จโต ถือเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังในขณะนั้น ใครๆก็เอาไม่อยู่แล้ว เชื่อกันว่า ท่านได้เจาะกะโหลกที่หน้าผากของแม่นาคทำเป็นปั้นเหน่ง เพื่อสะกดวิญญาณแม่นาค และได้สร้างห้องเพื่อเก็บปั้นเหน่งชิ้นนี้ไว้ต่างหากและได้มีการเปลี่ยนมือ ไปหลายมือ ต่อมาเชื่อว่า ปั้นเหน่ง ชิ้นนี้อยู่กับเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ เป็นคนนำมาเก็บไว้เป็นคนสุดท้ายครับ คุณ นนทรีย์ นิมิบุตร ได้นำเอาตอนเจ้าประคุณสมเด็จโตปราบนางนาค ไปใส่ไว้ในหนัง นางนาก เพื่อให้สมจริงสมจัง จะเหมือนจริงขนาดไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าผีนางนาก เฮี้ยนหนักกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำลายสถิติได้เร็วและทำรายได้ถึง 149,600,000 บาท (เฉพาะฉาย ใน กทม. เท่านั้น) ตัวแสดงที่เล่นเป็นสมเด็จโต หน้าตาเหมือนสมเด็จฯท่านจริงๆ ไม่รู้คุณ นนทรีย์ แกไปหามาจากไหน พับผ่าซิ ไม่เชื่อลองดูรูปเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านอีกทีซิครับ

comments powered by Disqus