Home > Editor Talk > หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

Sunday, Jun 12, 2011

คติธรรมและคำสอนของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

หลวงปู่เสาร์เป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ออกเดินธุดงคกรรมฐาน ปักกลดอยู่ในป่า ในดง ในถ้ำ ในเขา องค์แรกของอีสานคือหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นัยว่าท่านออกบวชในพระศาสนา ท่านสนใจเรื่องการปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน โดยถ่ายเดียว ซึ่งสหธรรมิกคู่หูของท่านก็คือ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นคนเกิดในเมืองอุบลฯ ท่านออกเดินธุดงค์ร่วมกัน หลวงปู่เสาร์ตามปกติท่านเป็นพระที่เทศน์ไม่เป็น แต่ปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดูเป็นตัวอย่าง

คำสอนของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา มีสุคติภพ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว
อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือ ศีล ๕ และกุศลกรรมบท ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ชีวิตที่เป็นมานี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนักเพราะอันตรายชีวิตทั้งภายใน ภายนอกมีมากต่างๆ การที่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ยากยิ่งนัก เพราะกาลที่ว่างเปล่าอยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบ บางสมัย จึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง เหตุนั้นเราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย

นั่งสมาธิตัวลอยขึ้น… ลืมตาขึ้นดูตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง

ท่านพระ อาจารย์มั่นเล่าว่า นิสัยของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปอย่างเรียบๆ และเยือกเย็นน่าเลื่อมใสมาก ที่มีแปลกอยู่บ้างก็เวลาท่านเข้าที่นั่งสมาธิตัวของท่านชอบลอยขึ้นเสมอ บางครั้งตัวท่านลอยขึ้นไปจนผิดสังเกต เวลาท่านนั่งสมาธิอยู่ ท่านเองเกิดความแปลกใจในขณะนั้นว่า "ตัวเราถ้าจะลอยขึ้นจากพื้นแน่ๆ" เลยลืมตาขึ้นดูตัวเอง ขณะนั้นจิตท่านถอนออกจากสมาธิพอดี เพราะพะวักพะวงกับเรื่องตัวลอย ท่านเลยตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง ต้องเจ็บเอวอยู่หลายวัน ความจริงตัวท่านลอยขึ้นจากพื้นจริงๆ สูงประมาณ ๑ เมตร ขณะที่ท่านลืมตาดูตัวเองนั้น จิตท่านถอนออกจากสมาธิ จึงไม่มีสติพอยับยั้งไว้บ้าง จึงทำให้ท่านตกลงสู่พื้นอย่างแรง เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ ตกลงจากที่สูง ในคราวต่อไปเวลาท่านนั่งสมาธิ พอรู้สึกว่าตัวท่านลอยขึ้นจากพื้น ท่านพยายามทำสติให้อยู่ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูตัวเอง ก็ประจักษ์ว่าตัวท่านลอยขึ้นจริงๆ แต่ไม่ได้ตกลงสู่พื้นเหมือนคราวแรก เพราะท่านมิได้ปราศจากสติ และคอยประคองใจให้อยู่ในองค์สมาธิ ท่านจึงรู้เรื่องของท่านได้ดี ท่านเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนอยู่มาก แม้จะเห็นด้วยตาแล้วท่านยังไม่แน่ใจ ต้องเอาวัตถุชิ้นเล็กๆ ขึ้นไปเหน็บไว้บนหญ้าหลังกุฏิ แล้วกลับมาทำสมาธิอีก พอจิตสงบ และตัวเริ่มลอยขึ้นไปอีก ท่านพยายามประคองจิตให้มั่นอยู่ในสมาธิ เพื่อตัวจะได้ลอยขึ้นไปจนถึงวัตถุเครื่องหมายที่ท่านนำขึ้นไปเหน็บไว้ แล้วค่อยๆ เอื้อมมือจับด้วยความมีสติ แล้วนำวัตถุนั้นลงมาโดยทางสมาธิภาวนา คือพอหยิบได้วัตถุนั้นแล้วก็ค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิ เพื่อกายจะได้ค่อยๆ ลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่ไม่ถึงกับให้จิตถอนจากสมาธิจริงๆ เมื่อได้ทดลองจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ท่านจึงเชื่อตัวเองว่า ตัวท่านลอยขึ้นได้จริงในเวลาเข้าสมาธิในบางครั้ง แต่มิได้ลอยขึ้นเสมอไป นี้เป็นจริตนิสัยแห่งจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ รู้สึกผิดกับนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่มากในปฏิปทาทางใจ

จิต ของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปอย่าง เรียบๆ สงบเย็นโดยสม่ำเสมอ นับแต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงสุดท้ายปลายแดนแห่งปฏิปทาของท่าน ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตราย และไม่ค่อยมีอุบายต่างๆ และความรู้แปลกๆ เหมือนจิตท่านพระอาจารย์มั่น

(คัดมาจากหนังคือ ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต)

 เวลาท่านพระอาจารย์มั่นออกเที่ยวธุดงค กรรมฐานทางภาคอีสาน ตามจังหวัดต่างๆ ในระยะต้นวัย ท่านมักจะไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์เสมอ แม้ความรู้ทางภายในจะมีแตกต่างกันบ้างตามนิสัย แต่ก็ชอบไปด้วยกัน สำหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบเทศน์ ไม่ชอบมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ กวนใจเหมือนท่านอาจารย์มั่น เวลาจำเป็นต้องเทศน์ท่านก็เทศน์เพียงประโยคหนึ่งหรือสองเท่านั้น แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปเสีย ประโยคธรรมที่ท่านเทศน์ซึ่งพอจับใจความได้ว่า “ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญอย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าที่ได้มีวาสนามา เกิดเป็นมนุษย์” และ “เราเกิดเป็นมนุษย์  มีความสูงศักดิ์มาก  แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ  มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์  และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย  อย่าพากันทำ” แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปกุฏิ  โดยไม่สนใจใครต่อไปอีก

( จากหนังสือ “ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺตเถร”  ลิขิตธรรมโดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน )

 เดินจงกรมแข่งหลวงปู่เสาร์

 สมัย ที่หลวงพ่อ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เป็นเณรอยู่ใกล้ๆ ท่าน ถ้าวันไหนเราคิดว่าจะเดินจงกรมแข่งกับท่านอาจารย์ใหญ่ วันนั้นท่านจะเดินจงกรมไม่หยุด จนกว่าเราหยุดนั่นแหละท่านจึงจะหยุด ท่านจะไม่ยอมให้เราชนะท่าน เวลาท่านสอน สอนสมาธิ ถ้ามีใครถามว่า ส่วนใหญ่คนอีสานก็ถามแบบภาษาอีสาน

 "อยากปฏิบัติสมาธิเฮ็ดจั๋งได๋ญ่าท่าน"                "พุทโธสิ"

 "ภาวนาพุทโธแล้วมันจะได้อีหยังขึ้นมา"            "อย่าถาม"

 "พุทโธแปลว่าจั๋งได๋"                                                  "ถามไปหาสิแตกอีหยัง ยั้งว่าให้ภาวนา พุทโธ ข้าเจ้าให้พูดแค่นี้"

 แล้ว ก็ไม่มีคำอธิบาย ถ้าหากว่าใครเชื่อตามคำแนะนำของท่าน ไปตั้งใจภาวนาพุทโธ จริงๆ ไม่เฉพาะแต่เวลาเราจะมานั่งอย่างเดียว ยืน เดิน นั่น นอน รับประทาน ดื่ม ทำ ใจนึกพุทโธไว้ให้ตลอดเวลา ไม่ต้องเลือกว่าเวลานี้จะภาวนาพุทโธ เวลานี้เราจะไม่ภาวนาพุทโธ ท่านสอนให้ภาวนาทุกลมหายใจ

- ท่านมีคติว่า  “เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ดหลายกว่าคำเว้าที่เฮาสอน” (เขาจะเชื่อในสิ่งที่เราทำมากกว่าจะเชื่อในสิ่งที่เราพูด)
- ทำ ให้ดู  มันยังไม่ดู  ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มันยังไม่ปฏิบัติตาม  เทศน์ให้ฟัง  มันจะฟังหรือพวกเจ้า  ข้อยเฮ็ดให้เบิ่งยังบ่เบิ่ง  เทศน์ให้พวกหมู่เจ้าฟัง  หมู่เจ้าสิฟังฤๅ”

( จากหนังสือ “หลวงปู่เจี๊ยะ  จุนฺโท  พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง”  รวบรวมและเรียบเรียงโดย พระมหาธีรนาถ  อคฺคธีโร )

เกร็ดประวัติของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
เกิด วัน ที่ ๒ พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๐๒  ที่บ้านข่าโคม  ตำบลหนองขอน  อำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี  ประวัติเกี่ยวกับนามเดิมและบิดามารดาไม่มีบันทึกไว้

อุปสมบท ที่วัดใต้  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดใต้และได้ญัตติเป็นธรรมยุตที่วัดศรีทอง (ปัจจุบันคือวัดศรีอุบลรัตนาราม  มีพระครูทา  โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์  เจ้าอธิการสีทา  ชยเสโน  เป็นพระกรรมวาจาจารย์  ภายหลังได้มาอยู่ที่วัดเลียบ  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี

การศึกษา ได้ศึกษาอักษรธรรม  อักษรขอม  อักษรไทยน้อย และหนังสือไทย

ญัตติเป็นพระธรรมยุติกนิกาย   หลวงปู่เสาร์เป็นพระภิกษุผู้มีความเพียรเป็นเลิศ  มีความสงบเสงี่ยมกิริยามารยาทอ่อนน้อม สุขุมพูดน้อย  มีอัธยาศัยน้อมไปทางวิปัสสนา  ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด  ได้เดินธุดงค์เจริญสมณธรรมตามป่าเขา  และจำพรรษาตามป่าเขาในถิ่นต่างๆทั่วภาคอีสานเป็นเวลาหลายพรรษา  การที่หลวงปู่เสาร์เป็นผู้เจริญด้วยศีล  สมาธิ  ปัญญา  และพรหมวิหารธรรม เมื่อกลับจากธุดงค์ท่านได้นำความรู้มาเผยแพร่สั่งสอนแก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย  และได้เปิดสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น ณ วัดเลียบ  ลูกศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียง เช่น หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ในเรื่องวงศ์ธรรมยุตในภาคอีสาน  หลวงปู่เทสก์ได้กล่าวถึงหลวงปู่เสาร์ไว้ดังนี้  “ท่านอาจาร์เสาร์  แท้ที่จริงควรจะมีประวัติไว้อ่านกันสนุกบ้างก็จะดีแต่นี้ไม่ค่อยจะเห็น ประวัติของท่าน  หรือมีข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ  ได้ยินแต่ท่านเล่าให้ฟังว่า เป็นสมภารอยู่วัดเลียบได้ ๑๐ กว่าพรรษา  คิดเลื่อมใสในภาคคณะธรรมยุต  จึงยอมสละญัตติเป็นธรรมยุต  ฆ้อง  กลอง  สำหรับตีในงานประเพณีทำบุญอึกทึกครึกโครมในสมัยนั้น  ซึ่งมีอยู่ประจำวัดของท่าน  ท่านก็สละทิ้งหมด  ญัตติเป็นธรรมยุต  แล้วก็อยู่วัดนั้นต่อมา  พวกที่เขาไม่ชอบ  เขาก็โกรธ  พวกที่ชอบเขาบอกว่า  ของเหล่านั้นไม่จำเป็น  เป็นสงฆ์ขอให้ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัยก็แล้วกัน  ข้าพเจ้าก็ลืมถามไปว่า  ภูมิลำเนาของท่านเกิดบ้านใด  อำเภอใด  มารดาบิดาพี่น้องของท่านมีกี่คน  แต่เชื่อว่าท่านอยู่ใกล้เมืองอุบลฯ  นี้แหละ  เพราะท่านเคยพูดถึงเรื่องญาติของท่านบวชแล้วไปอยู่หลวงพระบางเพราะคนชาวหลวง พระบางชอบใจได้มานิมนต์ญาติของท่านไป  ท่านนั้นก็ลืมชื่อไปอีกเหมือนกัน  ไม่ทราบว่าชื่ออะไร  จึงน่าเสียดายประวัติของท่านมาก  ไม่มีใครบันทึกไว้ ส่วนข้าพเจ้าเองก็ไม่คิดจะบันทึกเสียด้วย  ทั้งๆที่ท่านเล่าให้ฟังสอดๆอยู่นั่นเอง  มันจะเป็นเพราะพระกรรมฐานในขณะนั้นไม่คิดจะบันทึกอะไรทั้งหมด  คิดจะทำความเพียรภาวนาอย่างเดียว  การบันทึกนั้นบันทึกนี้  เรื่องราวต่างๆเป็นเหตุให้ยุ่งสมองทำอารมณ์ให้ฟุ้งมาก”

มรณภาพ ในอิริยาบถนั่ง ที่วัดมหาอำมาตยาราม  อำเภอวรรณไวทยากรณ์  นครจำปาศักดิ์  ประเทศลาว  เมื่อวันที่ ๓  กุมภาพันธ์  ๒๔๘๔  สิริรวมอายุ  ๘๒  ปี  ๓  เดือน  ๑  วัน และได้อัญเชิญศพกลับมาจัดงานฌาปนกิจที่วัดบูรพาราม  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  โดยมีหลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  เป็นกำลังสำคัญ

 

comments powered by Disqus