Home > Editor Talk > เบื้องหลังการทำละครเวที สู่ฝันอันยิ่งใหญ่

เบื้องหลังการทำละครเวที สู่ฝันอันยิ่งใหญ่

Sunday, Jul 6, 2014

สืบเนื่องจาก...บทวิจารณ์ละครเวทีเรื่องสู่ฝันอันยิ่งใหญ่

By Euthana Mukdasanit on Tuesday, June 14, 2011 at 7:14pm

สืบเนื่องจาก...บทวิจารณ์ละครเวทีเรื่องสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับปี 2551 จากทัศนะของอาจารย์เจตนา นาควัชระhttps://www.facebook.com/euthana.mukdasanit

"....ถ้าว่ากันตามทฤษฎีการละครของตะวันตก ก็คงจะถือว่าในครั้งนั้น ยุทธนา มุกดาสนิทกับคณะของเขาไม่สนใจที่จะสร้างความโล่งอารมณ์ (catharsis) ตามหลักของปราชญ์อริสโตเติล แต่พร้อมที่จะฝากตัวไว้กับนักประพันธ์ละครเอกชาวเยอรมัน Bertolt Brecht ซึ่งในช่วงนั้นมีอิทธิพลต่อวงการละครไทยเป็นอย่างมาก เพราะละครสอนใจและละครสอนคนจะต้องไม่ให้คำตอบที่สมบูรณ์กับผู้ชม ความคิดหลักที่เปลี่ยนไปในปี 2551...... "

"สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ปี 2551 นี้ ผู้ที่กลายเป็นดาราขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้มิใช่ผู้แสดงนำฝ่ายหญิง แต่คือผู้แสดงนำฝ่ายชาย เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ผู้รับบท ดอน กีโฮเต้ ทั้งความสามารถในการแสดง ทั้งความสามารถในการร้องเพลง และความสามารถในการตีบทของเขาอยู่ในระดับที่สูงมาก การแสดงครั้งนี้จึงอยู่ในมือของเขา.......(ผมเองก็อยากจะรู้ความนัยเช่นกัน ว่าผู้กำกับการแสดงต้องการให้เป็นเช่นนี้หรือไม่)"

......บทวิจารณ์โดย เจตนา นาควัชระ 

เมื่อผมได้อ่านงานวิจารณ์อย่างเป็นวิชาการนี้แล้ว จึงมีแรงจูงใจอยากจะตอบ...อยากจะเล่าบางมุมของการทำละครเรื่องนี้เป็นครั้ง แรก.... จากแง่มุมของคนดูคนแรก ที่ปรับปรุงแก้ไขทุกอย่างได้...ผู้กำกับการแสดงที่จริงได้เล่าตอบข้อสงสัย ของอาจารย์ไปแล้ว ในหน้านั้น...แต่เห็นว่าถ้าคัดลอกแยกออกมาใส่เป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่ง น่าจะดีกว่าครับ

.....ถึงตรงนี้ ก็อยากจะเล่าถึงบางมุมจากเบื้องหลังการทำละครเรื่องนี้ทั้ง2ครั้งให้ฟังพอ เป็นสังเขป  ที่อาจเป็นประโยชน์ และเป็นคำตอบต่อ คำถามที่อ.เจตนาตั้งขึ้นจากบทวิจารณ์อันแหลมคมชิ้นนี้ ทั้งที่ถามตัวเอง ผู้ชม และถามตรงมาถึงผมเลยทีเดียวได้บ้าง......

เสน่ห์ของละคร “สู่ฝันอันยิ่งใหญ”นี้อยู่ตรง เมื่อโลกแห่งความฝันและความจริงได้มาเผชิญหน้ากัน...โดยมีดอนกิโฮเต้เป็นตัว แทนแห่งความฝัน และโสเภณือัลดอลซ่าเป็นตัวแทนโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย แม้บทจะให้ลงเอยด้วยโลกแห่งอุดมคติเป็นฝ่ายมีชัยอย่างที่ควรจะเป็น....แต่ การตีความของผมทั้งสองครั้งนั้นมิได้แตกต่างกัน โดยเน้นไปที่การเผชิญหน้าของทั้งสองโลกอย่างใกล้ชิด โดยมีเพียงเส้นบางๆคือ ความเชื่อและความศรัทรา ของผู้ชมนั่นแหละที่ควรจะเป็นคนเอาเนื้อหาและความคิดนี้ไปใคร่ครวญและตัดสิน ได้ด้วยตัวเอง 

ในการทำละครนั้นต่างจากหนังมาก เพราะหนังเราตีความผ่านมุมกล้องและเทคนิคต่างๆเสริมเข้าไปนอกเหนือจากการ แสดงต่างๆได้อีกชั้น แต่ละครนั้น ผ่านนักแสดงล้วนๆ ฉากแสงสีของละครเวทีเป็นเครื่งช่วยให้คนดูเห็นและเชื่อตามสถาณการณ์ที่กำลัง ปรากฏอยู่กับตานั้นเท่านั้น.... เมื่อเป็นดังนี้การซ้อมละครเวทีเพื่อให้นักแสดงไปสู่จุดที่ผกก.ตีความจึงมี ความสำคัญมาก..ละครกึ่งอาชีพที่มีขนาดใหญ่เท่านี้เราจึงใช้เวลา 12 อาทิตย์หรือ 3 เดือนทุกวันเว้นวันอาทิตย์ในช่วง6สัปดาห์แรก และทุกๆวันจริงๆไปจนถึงวันการเริ่มแสดง...เพื่อให้นักแสดงเล่นได้ดังตีความ เมื่อม่านเปิด....

....เมื่อความฝันและความเป็นจริงต้องมาเผชิญหน้ากัน ตัวละครทั้งสองขั้วต้องเล่นให้เสมอกัน จึงจะทำได้ผลดีต่อการไปครุ่นคิดต่อ....ในการแสดงครั้งแรกที่โรงละครแห่งชาติ เราซ้อมนานถึง20อาทิตย์ เพราะต้องฝึกสอนพื้นฐานในการเต้นที่ผู้แสดงมีน้อยมากในสมัยนั้นด้วย...คุณ นรินทรนั้นแม้ว่าจะไม่เคยแสดงอะไรมาก่อน แค่ก็ผ่านการทดสอบ ทั้งร้อง แสดง และการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือการเต้นมาอย่างเข้มข้น อันเป็นคุณสมบัติที่นักแสดงละครเพลงต้องมี.....ผมเน้นว่าต้องมีจึงจะพาละคร เพลงไปได้เป็นอันดับแรก....และคุณนรินทร ก็ได้ใช้เวลาทุกวันตลอด5เดือนฝึกซ้อมและพัฒนาบทไปจนถึงจุดที่ผมพอใจ...ตัว แทนโลกแห่งความจริงไปถึงฝั่งแล้ว 

ทีนี้ลองหันมาดูพี่ดอนบ้าง 17 อาทิตย์ที่ได้ซักซ้อมมาอย่างหนักนั้น..หาคุณศรัญญูหรือคุณจรัล ที่ปรากฏต่อสายตาผู้ชมไม่! ผู้นั้นคือ คุณพรศิลป์ ผู้เคยรับบทเป็น กาลิเลโอ อในละครเรื่องแรกของ28ได้อย่างย่ายกย่องและแทบไม่มีที่ติเลย ส่วนเรื่องการร้องเพลง เขาเป็นคริสเตียนี่ได้ฝึกฝนการ้องมาแต่เยาว์วัยจึงร้องเป็นและทำได้ดี มีแต่การเต้นที่ไม่ผ่าน!!! แต่ผมเห็นว่าในบทกิโฮเต้นี้ ไม่มีด๊านซ์นัมเบอร์อะไรมี่เพลงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยในเพลงที่เขาร้องเท่า นั้น จึงให้ผ่านได้และซักซ้อมไปเรื่อยๆจนอีก2อาทิตย์ก่อนแสดงก็แตกหัก!!! 

ผมคิดผิดที่ไม่เชื่อกฎเหล็กของละครเพลง คือ ผู้แสดงต้อง ร้องดี เล่นดี และเต้นได้เสมอ...เพราะในกรณีนี้แค่การเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆประกอบร้องก็ไม่ สามารถฝืนเขาไปได้ จนพาลให้การร้องและการแสดงกลับลดลงไม่พัฒนาไปไหนเพราะความกังวลกับการ เคลื่อนไหวตามที่ผู้ออกแบบท่าเต้น ได้ถอดท่าออกให้ง่ายจนอีกนิดเดียวจะไม่เต้นแล้ว ผมก็เครียดเพราะเห็นว่าไม่พอ เขายิ่งเครียดเพราะพยายามเท่าไรก็ไม่ได้ดี...ในที่สุดเขาถึงกับบอกผมว่า เขาไม่สามารถจะทำทั้ง3สิ่งคือร้อง เต้น และแสดงไปพร้อมๆกันได้...ถ้าจะให้เขาแสดง ร้องต้องไม่เต้น เต้นต้องไม่ร้อง!!..งั้นก็ไม่ต้องเล่นผมตอบหน้าเฉยๆขณะในใจเหงื่อตก...เหลือ อีก 3 อาทิตย์เท่านั้นจะหาใครมาเล่นล่ะ แค่ท่องบทที่เยอะแยะของพี่ดอนให้ได้ดีก็นับว่าบุญแล้ว..... 

อาทิตย์ต่อมาคุณศรัญญูจึงตอบรับเข้ามาแทนที่ และอีกอาทิตย์ต่อมาคุณจรัลจึงเข้ามาเพิ่มให้เล่นสลับกัน เพราะผมเห็นว่าเสียงคุณศรัญญูไม่มีทางพัฒนาไปถึงจุดผ่านได้ในระยะเวลาแค่ นี้....เมื่อคุณจรัลเข้ามาก็เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วันก่อนแสดง.....การซ้อมบทดอนนี้ต้องทำไปพร้อมๆกันทั้งสองคนวันละ18 ชั่วโมง โดยให้คุณรัศมีช่วยดูคุณจรัลในอีกห้องซ้อมติดๆกันในแต่ละเฟร้นซ์ซีนที่มี ดอน.....เมื่อการแสดงเริ่มคุณจรัลถึงกับป่วยเลย และ เมื่อละครจบต้องเข้าร.พ.เพราะหักโหมมาๆๆๆทั้งทางร่างกายและจิตใจ

นี่ละครับ สาเหตุที่ตัวแทนโลกแห่งความฝันไม่สามารถพุ่งไปเสมอโลกแห่งความจริงของนริน ทรได้ทัน ในขณะที่ตัวเรื่องนั้นฝืนให้เชื่อในอุดมคติ จึงเกิดความขัดแย้งในใจผู้ชมขึ้นอย่างไม่น่าสงสัย...ที่เล่านี่ไม่ได้เล่า เพื่อออกตัวหรือแก้ตัวอะไรนะครับ แค่เล่าเบื้องหลังที่เกิดขึ้นจริงให้ฟังเท่านั้น^^...ในแง่ดีคือทำให้ อาจารย์เจตนาไม่เกิดความ โล่งอารมณ์(catharsis)ตามทฤษฏีของอริสโตเติ้ลที่อาจารย์ไม่ได้นับถือ เท่ากับละครสอนใจของHerr Brechtd กระมังครับ.....ส่วนผมนั้นก็ไม่โล่งอารมณ์เช่นกันครับ!!!! อิอิอิ 

จึงเป็นเหตุให้ผมยอมกลับมาทำงานซ้ำอีกหน...ทั้งๆที่เคยบอกกับตัวเองและคน อื่นว่าจะไม่ทำงานตัวเองซ้ำทั้งหนังและละครเสมอมา......แต่เหมือนโชคชะตา แกล้งกัน การแสดงครั้งใหม่นี้ก็มีเหตุให้ต้องเกิดความโล่งอารมณ์ขึ้นแทน เพราะเกิดจากตัวละครฝ่ายหญิงแทนฝ่ายชายเมื่อครั้งก่อนแทน...เมื่อตัวแทนโลก แห่งความเป็นจริงอ่อนแอ โลกแห่งความฝันที่แข็งแรงและบทที่ส่งให้อุดมคติเป็นฝ่ายชนะ....จึงชนะได้ใสๆ ...โล่งอกโล่งใจและอารมณ์อย่างที่อาจารย์ไม่ชอบและผมก็ไม่ได้ต้องการให้เป็น เช่นนั้น...ในทันทีโดยอัตโนมัติเลยครับ

เจมส์นั้นชนะขาดลอยเด่นจากผู้ที่เข้ามาคัดเลือกจำนวนมากในบทดอน...จาก เสียงร้องแนวละครเพลง และการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นอันดับต่อมา...แต่ถึงแม้เขาจะผ่านการแสดง หนังและละครมาแล้ว แต่การแสดงละครเวทีนี่ในบทที่ซับซ้อนต้องสลับไปมาถึง 3 ตัวละครนั้นเป็นสิ่งที่ผมกังวลมากเช่นกันในช่วงแรก...แต่เขาก็พัฒนาขึ้นเป็น ลำดับอย่างน่าพอใจ

จนอีก2อาทิตย์ละครจะแสดง ผมได้ขอให้ย้ายจากห้องซ้อมที่ใต้ถุนโรงรัชดาลัย มาเป็นที่เวทีจริงเพื่อดูบล๊อกกิ้งในสเกลจริงและให้นักแสดงประเมิณการส่ง พลังถึงคนดู.....ผมมาร์คบล็อกแล้วสั่งให้รันทรูทั้งเรื่องโดยไม่หยุดเพื่อจะ จับเวลาความยาวด้วย

เมื่อละครจบ.....ผมอึ้ง เพราะใจหาย ละครช่างน่าเบื่อและเต็มไปด้วยการเสแสร้งอะไรขนาดนั้น!!! เวลา10อาทิตย์ที่เหนื่อยซ้อมกันมาในห้องซ้อมที่ผมเห็นว่ามีการพัฒนาในทุก ด้านโดยลำดับ.ทำไมผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้เมื่อลองบนเวทีจริง คนที่โดนหนักสุดวันนั้นคือเจมส์!

.........ผมตะโกนขึ้นไปจากที่นั่งว่างเปล่าในโรงละครที่นักแสดงและทีมงาน ทั้งหมดรอฟังคอมเม้นท์อยู่บนเวทีเต็มเสียง....เฟค!! อย่าเล่นจำอวด อย่าเสแสร้งให้ผมดูอีก!! แล้วก็ลุกออกจากโรงละครไป  

.......เจมส์ก็น่ารักรีบตามมาขอคำปรึกษาอย่างไม่มีอีโก้ ด้วยความรู้สึกผิดที่ตัวเองโวยวายไม่เข้าท่า..ผมจึงรีบคิดหาวิธีให้เขาจับ การแสดงที่ดีมาเป็นหลักยึด..จากภูมิหลังของเขาเอง^^..ก็นับว่าโชคดีมากที่ ได้ผล

หลังจากนั้นการแสดงของเจมส์ก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมไม่มีอะไรจะอธิบาย ต่อแล้ว...เมื่อตัวแสดงเข้าใจตัวละครแล้ว ยิ่งแสดงก็จะยิ่งเข้าใจและแสดงออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา มีสีสัน ตัวแทนโลกแห่งความฝันได้บรรลุสู่เป้าหมายที่ผมต้องการแล้ว ยิ่งเรื่องพาไปให้เขาเป็นฝ่ายชนะ ชัยชนะของโลกแห่งอุดมคติก็มองอยู่เห็นๆ.....ตัวแย้งคือโลกแห่งความจริงก็จำ ต้องเพิ่มการแย้งให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก...เมย์

เมย์เป็นนักแสดงอาชีพที่มีความสามารถสูง เป็นนักเต้นที่ฝึกฝนมาแต่เล็ก และเป็นนักร้องที่เคยออกเทปมาแล้ว.....แต่ปัญหาของเมย์คือ อ่านภาษาไทยไม่คล่อง และสำเนียงพูดออกจมูกแบบฝรั่ง ความเข้าใจในบทละครภาษาไทย ที่แปลงมาแนวกวียิ่งยากกับความเข้าใจภาษของเธอ...ต้องใช้ผู้ช่วยผมทั้ง2คน ผลัดกันติวแยกเรื่องการออกเสียง และความหมายของศัพท์ระหว่ารอคนอื่นซ้อมอยู่ตลอดเวลา ....แต่ก็เห็นพัฒนาการอย่างที่ไม่มีอะไรน่าวิตก

ในการรันทรูครั้งแรกที่ผมไม่พอใจการแสดงของเจมส์นั้น เมย์กลับเป็นผู้แสดงที่เล่นได้ดีที่สุดในรอบนั้น...ทำให้ผมเบาใจ มาก.........แต่ .

...มีแต่อีกแระ ฮือๆๆๆๆ..ก่อนการแสดงเพี่ยง 1 อาทิตย์ เมย์ก็มาบ้างไม่มาบ้างผิดกว่าที่เคย...แล้วจู่ๆเธอก็ไม่มาไปเลย!!!.

จนวันซ้อมใหญ่วันแรกและวันที่2ก็ยังหาตัวไม่พบ จนผมต้องเชิญคุณภัทราวดีที่รู้จักกันอยู่มาช่วยตามหาลูกสาวเธออีกแรง!!

ในการซ้อมต้องใช้ตัวแสดงแทนหรืออันเดอร์สตัดดี้ ซึ่งในการทำละครเวทีต้องมีอยู่แล้วสำหรับบทนำ ในกรณีที่นักแสดงหลักประสบปัญหาแข้งขาหักแสดงไม่ได้...

ผมเองเคยประสบปัญหามาแล้วในการทำละครเวทีเรื่อง “แค้น”เมื่อผู้แสดงนำฝ่ายชายไปมีเรื่องชกต่อยจนตาปิดปากฉีกจนพูดไม่ได้!!! คืนก่อนการแสดงรอบสุดท้าย!!! ....รู้ก่อนการแสดงเริ่มไม่กี่ชั่วโมง ไม่มีตัวแทน............ผมต้องโดดขึ้นไปเล่นเอง!! ทุกข์ทรมานมาก แม้ว่าผกก.จะรู้จักบทดีที่สุด แต่ใช่ว่าจะจำบทได้เพราะไม่ใช่หน้าที่..... เล่นไปก็ต้องหันไปเรียก”บทๆ”จาก ผกก.เวทีตลอด ทุลักทุเลมาก....จนละครจบไปได้แทยหมดสติ อิอิ....จึงต้องมีอันเดอร์สตัดดี้ในละครเพลงใหญ่อย่างนี้

แม้ผู้แสดงแทนจะทำให้การซ้อมใหญ่ในละครสู่ฝันดำเนินไปได้ทั้ง 2 วัน แต่ข้อเสียคือนักแสดงที่เล่นอยู่ด้วยก็จะไม่มีการพัฒนาในแง่ความสัมพันธ์กับ ตัวละครด้วยกัน ชนิดเล่นให้เข้าขากันได้เพราะต่างไม่คุ้นและรู้ว่าเป็นตัวแทน....ซึ่งจะเกิด กับผู้ที่หายไปด้วยเช่นกันทั้งแง่ความสัมพันธ์และแง่ความต่อเนื่องของการทำ ความเข้าใจในตัวละคร.....

เมย์ มาเมื่อการซ้อมใหญ่วันสุดท้ายก่อนการพรีวิวกับผู้ชมจริงในวันรุ่งขึ้น เมื่อละครความยาวสองชั่วโมงครึ่งเล่นไปแล้วครึ่งชั่วโมง!! ผู้ช่วยมารายงานผมว่าจะให้ขึ้นไปเล่นหรือให้ดูจนจบแล้วค่อยคุย....ให้เขาไป เปลี่ยนชุดและขึ้นไปแสดงทันที ผมบอก...เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายของทั้งเขาและผม ที่จะให้คุ้นกับเสื้อผ้า ฉาก และเทคนิคที่เมื่อยืนผิดจุดอาจเป็นอันตรายได้!!!

ยังจำหน้าเจมส์และนักแสดงอื่นๆที่กำลังเล่นอยู่กับอีกคนหนึ่ง...อยู่ๆหัน มา ก็เจอเมย์ออกมาเล่นตามบทบาทไปได้ไม่เคยลืม......555   เป็นอารมณ์ประหลาดใจสดๆของทุกคนที่แปลกมาก.....หากเป็นละครตลกที่เตรียมมา เช่นนี้คงจะฮาระเบิด...แต่ในความเป็นจริงตอนนั้น มีแต่ความเครียด ความหวั่นไหว และ ความเครียดอีก เท่านั้น

ผมไม่ได้พูดถามอะไรในกรณีที่หายไปกับเมย์อีกเลย เพราะถามไป รู้ไปก็ไม่มีประโยขน์อะไร ละครเล่นพรุ่งนี้แล้ว แลไปข้างหน้าดีกว่า...มีแต่ผู้ช่วยผมมารายงานว่า..เรื่อง”ส่วนตัว”!!!!

แล้วก็เป็นดังคาด การพัฒนาการแสดงและความเข้าใจตัวละครของเมย์นั้นไม่ใช่แค่หยุดกับที่ก่อนหาย ไป แต่ถอยหลังไปมาก และไม่อาจพัฒนาขึ้นมาให้ทันเท่าเทียมเจมส์และคนอื่นๆก่อนม่านจะปิดลงไปได้ อย่างน่าเสียดายยยย 

เมื่อตัวแทนฝ่ายโลกแห่งความจริง..ได้พ่ายแพ้ตัวแทนโลกแห่งอุดมคติ คือ ความถูกต้องและความดีงาม ไปเสียตั้งแต่ม่านยังไม่ทันเปิดแล้ว.....ละครจึงจบด้วยอุดมคติเป็นฝ่ายชนะ ตามบทที่เขียนมา ทำให้เกิดความโล่งอารมณ์แก่ผู้ชมได้ไม่ยากเย็นอะไร...ด้วยประการฉะนี้ครับ ^______^

 

บทส่งท้าย....เมื่อคุณศรันย์ ซึ่งเป็นนักแสดงคนเดียวที่แสดงนำในบทเดียวกัน จากสู่ฝันฯ 30 - สู่ฝันฯ 51 ที่พอจะรู่ว่าผมคาใจอะไรบ้าง จึงกลับมาทำอีกครั้ง..เดินเข้ามาถามผมเมื่อละครเรื่องนี้กำลังแสดงอยู่ว่า

"เป็นไงครับ...หายคาใจรึยัง"

"ตายตาหลับแล้ว..." ผมตอบ

comments powered by Disqus