Home > Editor Talk > ความหวังหลังรอยยิ้ม

ความหวังหลังรอยยิ้ม

Monday, Aug 4, 2014

“การให้...” คำนี้ทุกคนรู้ว่า เป็นคำที่มีพลังมากมาย และเป็นพลังในด้านดี ที่โลกใบนี้ต้องมี ถ้าไม่มี โลกที่เราอยู่ คงไม่เป็นแบบนี้ ส่วนตัวแล้ว ผมมีความรู้สึกว่า คำๆนี้ ง่ายที่จะพูด แต่ยากที่จะทำ ทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ทำอย่างไม่หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน และยากขึ้นไปอีก ถ้าหากต้องทำในขณะที่เราคิดว่าเราเองยังขาดแคลน....ให้ในสิ่งที่เราเองอยากได้ อยากมี...

ผมมีโอกาสพบเจอผู้คนมากมาย และในจำนวนผู้คนมากมายที่ผมได้พบ ได้สัมผัสนั้น หลายๆคน เป็นต้นแบบ เป็นแรงลันดาลใจ ให้ผมได้เข้าใจคำว่า “การให้” ได้มากขึ้น หนึ่งในผู้คนกลุ่มนั้น คือทีมงานของ WOW FM 100.7 Thai Esan Radio Australia ที่ใช้สิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวเองมี แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นการให้ ที่มีคุณค่าต่อสังคม และที่สำคัญต่อประเทศไทย ประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอนของเรา

ผมขอมอบเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตเล็กๆ ของผม ที่มาเริ่มต้น มารู้จัก มาทำความเข้าใจชีวิตในดินแดนไกลบ้าน ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีมานี้ ไว้เพื่อให้ทางทีมงาน WOW FM 100.7 Thai Esan Radio Australia ได้นำมาเผยแพร่ผ่านทางสื่อของทีมงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวเล็กๆ แต่มากมายไปด้วยประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อชีวิตผมในวันนี้นั้น อาจจะเป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นกำลังใจให้กับชีวิตเล็กๆ ของใครบางคนที่กำลังมาเริ่มต้น มารู้จัก และมาทำความเข้าใจชีวิตในดินแดนไกลบ้านแห่งนี้ได้บ้าง..ไม่มากก็น้อยนะครับ

ดำ ฟอร์เอฟเวอร์

วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล

ความหวังหลังรอยยิ้ม (ตอนที่ ๑).....”เมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยน”

 สวัสดีครับทุกๆท่าน ...ผมชื่อ นายวิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล ชื่อเล่นว่า “ดำ” เกิดในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว เติบโตมาในย่านบางพลัด ฝั่งธนบุรี พี่น้องผมมีทั้งหมดสี่คนครับ โดยผมเป็นคนที่เกิดคนสุดท้าย  แต่นึกไม่ออกว่า การเป็นน้องคนสุดท้องนี่ ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ไม่เคยรู้สึกว่ามันไม่ดีเลยครับ ตอนเด็กๆ ก็นอนรวมกับพี่ๆ อีกสามคนบนฟูกที่เอามาต่อๆกัน โตมาด้วยกัน รักกันแต่ทะเลาะกัน เหมือนพี่น้องทั่วๆไป

ผมไม่ได้เกิดมาในครอบครัวนักดนตรีนะครับ แต่มีใจรักดนตรีตั้งแต่เด็กๆ และส่งผลให้ผมโตมากับดนตรี แล้วก็ดนตรีนี่แหละครับ ก็เป็นสิ่งที่นำพาชีวิตไปพบเจอกับประสบการณ์มากมาย ที่มิใช่สิ่งที่จะเกิดกับใครๆได้ง่ายนัก.....อายุ ๑๖ ปีมีผลงานเพลงชุดแรก และมาหยุดออกผลงานเพลงเอาก็ตอนอายุ ๒๘ ปี นั่นคือ ๑๒ ปีที่เหมือนฝันดี ฝันดีที่เราอยากจะฝันแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่อยากตื่น...แต่กฏแห่งความไม่แน่นอนนั้น แน่นอนอยู่เสมอครับ ...วันหนึ่งเราก็มาถึงจุดที่ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าเราจะยินดีหรือไม่ก็ตาม แต่.... 

ผมเล่นดนตรี เล่นคอนเสิร์ต เล่นประจำในไนท์คลับอยู่ ๑๒ ปี พร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย ระหว่างที่เพลิดเพลินอยู่กับชื่อเสียง และความสำเร็จในช่วงนั้น หลายๆครั้งที่ผมแอบคิดอยู่กับตัวเอง และตั้งคำถามให้ตัวเองเสมอว่า “ถ้าเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนฟังเราร้องเพลงและเล่นดนตรีแล้ว....เราจะไปทำอะไร” ยิ่งนานวัน คำถามนั้น ยิ่งเข้ามาในสมองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในเวลานั้น คือให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนให้มาก อย่าเสียการเรียนเพียงเพราะรักที่จะเล่นดนตรีเท่านั้น  โชคดีที่เพื่อนๆผมในวงสมัยนั้น ก็ไม่เคยทิ้งเรื่องการเรียนเลย ไม่ว่างานดนตรีจะมากมายเพียงใดก็ตาม ทำให้ผมอยู่ท่ามกลางความเชื่อ ที่เป็นความเชื่อที่ดี และมีเหตุผลพิสูจน์ได้ ....สถานศึกษาแห่งสุดท้ายในประเทศไทยของผมคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ด้วยรหัสประจำรุ่น K.U. 47

ช่วงอายุ ๒๗ ถึง ๒๘ ปีของผมนั้น ถือเป็นช่วงที่ผ่านการทำงานมาแล้วอย่างหนักในวงการดนตรี ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราไม่ตื่นเต้น เราไม่ค่อยสนุกกับชีวิตแบบนั้นแล้ว ประกอบกับวงการเพลงก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คลื่นลูกใหม่มีเข้ามาในวงการแทบทุกสัปดาห์ (แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ ต้องเรียกว่า มีทุกวันครับ) ตอนนั้นงานที่เราทำออกมา ต้นแบบความคิด มาจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว และดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ได้ทำให้เราอยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้กำหนดงานของตัวเองได้อีก เป็นถนนเส้นเดิมๆ ที่แม้แต่นักร้อง นักดนตรีรุ่นพี่ๆ ของพวกเรา ก็เคยเดินผ่านมา แล้วก็ตกหลุมพราง หลุมเดิมๆ นี้มาก่อนแล้ว 

และแล้ว โชคชะตา ก็ส่งสุภาพสตรีท่านหนึ่งมา ให้ผมได้พบและรู้จัก (และวันหนึ่งสุภาพสตรีท่านนั้น ก็กลายมาเป็นคุณแม่ของลูกชายและลูกสาวของผมในเวลาต่อมา) สุภาพสตรีท่านนี้มิได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยในเวลานั้น ได้แต่กลับมาเที่ยวเมืองไทยบ้างเป็นครั้งคราว เธอเข้ามาในชีวิตผมในช่วงที่ผมกำลังเจอแรงกดดันจากคำถามเดิมๆ ของตัวเองอีกแล้ว ครั้งหนึ่งในบทสนทนาของเรา เธอถามว่า อยากลองไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศดูหรือไม่ เธอบอกว่าที่นั่น เป็นโลกที่ผมยังไม่เคยได้เห็น เป็นโลกที่มีประสบการณ์ และโอกาสใหม่ๆรออยู่ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผมเอง .... ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงปี ๑๙๙๔ คือดินแดนที่เธอกล่าวถึง

ช่วงนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงที่ผมรู้สึกอิ่มตัวกับการอยู่ในแวดวงของดนตรี  แต่ผมและเพื่อนๆ ก็มีงาน มีรายได้อยู่อย่างสม่ำเสมอ...ผมทราบดีว่า การตัดสินใจของผมนั้น จะมีผลกระทบต่อชีวิตของเพื่อนๆ ในวงอย่างแน่นอน ....เราเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าเวที เราร้องเพลงของทางวงที่คนทั่วไปรู้จัก   ถ้าเราตัดสินใจยุติหน้าที่ตรงนั้น  แล้วเพื่อนๆเราจะเป็นอย่างไร ชื่อเสียงและโอกาสที่เราสะสมมาตลอด ๑๒ ปี  เราจะทิ้งมันไปง่ายๆเลยหรือไม่...ความผูกพันธ์กับเพื่อนๆ และเสียงเพลงที่เรารัก.....ถ้าเป็นคุณ....คุณจะตัดสินใจอย่างไร?    ......

 

comments powered by Disqus