Home > Editor Talk > เมืองญวนที่ได้เยือน ตอนแรก

เมืองญวนที่ได้เยือน ตอนแรก

Friday, Aug 15, 2014

ถนนที่เราเดินทางเป็นถนนเส้นเล็กๆ ไปและกลับมีเพียงด้านละ 2 เลน การขับรถที่เวียตนามนี้ขับชิดขวา ซึ่งตรงข้ามกับการขับรถในเมืองไทย เนื่องจากคณะทัวร์เรามีเพียง 20 กว่าคน ดังนั้นเราจึงเลือกที่นั่งกันตามสบาย ครอบครัวเราเลือกนั่งด้านท้ายของรถโค้ชปรับอากาศ มองออกไปสองข้างทางเหมือนอยู่เมืองไทย บรรยากาศย้อนกลับไปประมาณ 20 ปี แถวรังสิต ที่มีทุ่งนาตลอดทาง บางแห่งเป็นการทำนาแบบผสมผสาน

 

เมืองญวนที่ได้เยือน ตอนแรก

อมรรัตน์ ภูไพบูลย์ 

หลังจากมีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้วหลายประเทศ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเที่ยว เมืองญวน ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า เป็นชื่อประเทศและชนชาติหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของประเทศจีน และทางทิศตะวันออกของประเทศลาวและเขมร ปัจจุบันเรียกว่า ประเทศเวียดนาม การไปเวียดนามครั้งนี้ เป็นการไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ ทั้ง พ่อ แม่ ลูกชายและลูกสาว แถมมีพี่สาวและลูกสาวของพี่สาวอีก รวม 6 คน และผู้ร่วมเดินทางอื่นอีก รวมประมาณ 20 กว่าชีวิต จึงเป็นคณะทัวร์ที่ไม่ใหญ่มาก ได้รู้จักพูดคุยกันตลอดทริป ทำให้สนุกสนานน่าประทับใจ

พร้อมกันที่สุวรรณภูมิ สายการบิน การ์ต้า แอร์เวย์ (QATAR-QR)

ตามเวลานัดหมายให้ไป พร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 10:30 น. เพื่อเดินทางโดยสายการบิน การ์ต้า แอร์เวย์ (QR) แต่ความที่บ้านอยู่ไกลถึงแถวสนามบินน้ำ เมืองนนท์ และต้องไปรับพี่สาวและหลานสาวที่อยู่ประชาชื่น ความที่กลัวรถติดมากๆ เลยออกจากบ้านแต่เช้า จนลูกๆบ่นว่าแม่จะออกเช้าไปทำไม แต่กลายเป็นเรื่องดี เพราะไปถึงสุวรรณภูมิเร็วกว่าเวลานัดหมายนาน จึงมีโอกาสได้ชื่นชมการจัดสวนประดับพรรณไม้ในบริเวณท่าอากาศยาน ได้ถ่ายรูปสวยๆ หลายภาพ 

รอไม่นานหัวหน้าทัวร์ คุณอีฟ ก็มาถึงพร้อมลูกทัวร์หลายท่านทะยอยเข้ามา พูดคุยสักครู่ ก็ได้เวลา check in ซะที การท่องเที่ยวโยเดินทางไปกับบริษัททัวร์ในเมืองไทยนับเป็นความสุขสบายอย่างหนึ่ง ผู้เดินทางแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เขาจัดการให้หมด แถมเมื่ออยู่ในต่างแดนก็มีอาหารกินแทบทุกมื้อ มื้อเช้าที่โรงแรม กลางวันและเย็นจะพาไปร้านอาหารตามที่ทัวร์จัด แถมมีน้ำจิ้มรสแซ่บ แก้ความเลี่ยนของอาหารให้ด้วย นอกจากนี้ระหว่างมื้อเช้าและบ่ายยังมีน้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยว บริการให้บนรถอีกด้วย หวังว่าการเดินทางเที่ยวนี้คงไม่แตกต่างกัน

check in เสร็จ ผ่านวิธีการของการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก่อนเข้าไปด้านใน ได้เจอ ประติมากรรม อันเป็นสัญญลักษณ์ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีชื่อว่า "เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร" หรือภาษาอังกฤษว่า "Scene of the Churning of the Milk Ocean ใหญ่โต สวยงามอลังการมาก นักท่องเที่ยวต่างถ่ายรูปไว้เป้นที่ระลึกกันแทบทุกคน ประติมากรรมนี้ทำด้วยโลหะปิดทอง ประดับกระจก เขียนสี  มีขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 21 เมตร สูง 5.50 เมตร ใช้งบก่อสร้าง 48 ล้านบาท ผู้ออกแบบคือ นายนิคม พลเยี่ยม นายช่างศิลปกรรม กรมศิลปากร รูปปั้นนี้มีความหมายว่า ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปรียบประดุจกับแผ่นดินทองอันเป็นอมตะ ตลอดกาล 

เครื่องบินจะออกจากสุวรรณภูมิเวลา 13:15 น. จึงมีเวลา shopping พอสมควร มีร้านค้าชื่อดังทั้งไทยและเทศ จัดจำหน่ายสินค้าจนละลานตา มาครั้งใดก็อดใจไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปชม และเลือกซื้อ ในบริเวณท่าอากาศยาน มีสิ่งน่าสนใจมากมาย เช่น พื้นที่สำหรับโชว์ศิลปของไทย ให้ชื่อว่า “สุวรรณภูมิ .... เชิดชู อัตลักษณ์ วิถีชุมชนไทย” มีน้องอาสาสมัครบรรยายให้ฟัง และยังมีการแสดงโขนแบบเคลื่อนที่ สวยงาม น่าชื่นชมมาก แต่เดี๋ยวจะกลายเป็นพาเที่ยวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปซะก่อน แหมจริงๆ แล้วน่าจะพาเที่ยวสักครั้ง ไว้คราวหน้านะคะ จะได้พาเที่ยวสนามบินกันบ้าง 

เอาล่ะคะใกล้เวลาเดินทางแล้ว มัวแต่ชื่นชมสนามบินเมืองไทย ก่อนจะตกเครื่องบิน เราต้องไปที่ gate D4 เดินทางด้วยสายการบิน QATAR เที่ยวบิน QR 828 กันแล้วค่ะ บ๊าย บายสุวรรณภูมิ เตรียมตัวเยือนเมืองญวณกันดีกว่า 

บ๊าย บายสุวรรณภูมิ 

ไชโย ถึงเวียตนามแล้ว

บินลัดฟ้าประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนเครื่องบินจะร่อนลง มองลงไปที่พื้นดิน เห็นท้องนาเหมือนอยู่เมืองไทย ชักไม่แน่ใจ เอ! หรือเราจะบินลัดฟ้ากลับไปหาอดีต 

ถึงเสียทีสนามบินนอยไบ กรุงฮานอย 

ถ้าเปรียบเทียบกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนามบินนอยไบนับว่าเล็กมากๆ น่าจะเล็กกว่าสนามบินดอนเมืองด้วยซ้ำ (แต่ไม่ค่อยแน่ใจนัก) หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว คณะทัวร์จึงออกมาด้านนอกของสนามบิน เพื่อเดินทางสู่ เมืองฮาลอง เมืองหลวงของจังหวัดกว่างนิงห์ (QUANG NINH) ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 180 กิโลเมตร ซึ่งไกด์ท้องถิ่นบอกว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง โอ้โฮ!! 4 ชั่วโมงเชียว อะไรจะนานปานนั้น เฉลี่ยแล้ว เดินทางได้ประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนนี้เกือบสี่โมงเย็น กว่าจะถึงที่พักได้กินข้าวเย็นคงเป็นเวลา สอง สามทุ่มแน่เลย (แต่น่าจะดีกว่าการเดินทางในกรุงเทพในเวลาเร่งด่วน ที่เคยเดินทางจากบ้านสนามบินน้ำถึงเกษตร ระยะทาง 13 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง และเดินทางกลับ ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง) ไม่เป็นไร เรายังมีเวลาอีกยาวนานในเวียตนาม 

เดินทางจากสนามบินนอยไบ ไป ฮาลอง

ถนนที่เราเดินทางเป็นถนนเส้นเล็กๆ ไปและกลับมีเพียงด้านละ 2 เลน การขับรถที่เวียตนามนี้ขับชิดขวา ซึ่งตรงข้ามกับการขับรถในเมืองไทย เนื่องจากคณะทัวร์เรามีเพียง 20 กว่าคน ดังนั้นเราจึงเลือกที่นั่งกันตามสบาย ครอบครัวเราเลือกนั่งด้านท้ายของรถโค้ชปรับอากาศ มองออกไปสองข้างทางเหมือนอยู่เมืองไทย บรรยากาศย้อนกลับไปประมาณ 20 ปี แถวรังสิต ที่มีทุ่งนาตลอดทาง บางแห่งเป็นการทำนาแบบผสมผสาน มีทั้งทำนา ปลูกผัก ทำสวน ชาวญวณ หรือชาวเวียตนามเป็นคนขยัน หกโมงเย็นเกือบจะทุ่มนึงแล้ว แต่ยังคงมีชาวนาทำงานอยุ่ในนา มีเรื่องเล่าว่า ถ้านัดให้มาทำงาน 8 โมงเช้า คนอเมริกันจะมา 8 โมงเช้า ตรงเวลา (on time) คนจีนจะมา 7 โมงเช้า ก่อนเวลา คนเวียตนามจะมา 6 โมงเช้า หรือตี 5 ส่วนพี่ไทย (เช่นผู้เขียนเอง) อาจจะมา 8 โมงครึ่ง หรือ 9 โมง เนื่องด้วยเหตุผลเดียวคือรถติด !!!! 

ร้านสินค้าพื้นเมือง

ระหว่างทางรถแวะที่ร้านค้าใหญ่เพื่อพักเปลี่ยนอริยบท และเข้าห้องน้ำ ตลอดบริเวณมีรูปปั้นสวยงาม ให้ชมสินค้าพื้นเมือง เปิดโอกาสให้บรรดาผู้ชื่นชอบการ shopping ได้ประเดิมซื้อสินค้าตั้งแต่ตอนนี้ 

สินค้าพื้นเมือง

ภายในร้านมีสินค้าพื้นเมืองมากมายละลานตา จนเกือบใจอ่อนลืมจุดประสงค์หลัก คือแวะเข้าห้องน้ำไปซะแล้ว รีบไปเข้าแถวเข้าห้องน้ำ ปัญหาที่เกิดกับผู้หญิงคือคิวยาว นี่แหละน้า มัวแต่หลงไหลความงามของสินค้า มีทั้งจานโชว์ที่ทำจากเปลือกไผ่ที่สวยงามมาก ชุดยาวของสาวชาวเวียตนามที่เรียกว่าชุดอ๋าวใหญ่ (ถ้าผู้เขียนจะใส่คงต้องเป็นชุด อ๋าวใหญ่ ใหญ่ เพราะสาวเวียตนามคงจะตัวเล็กกันทุกคน หาสาวอวบไม่ค่อยมี) สินค้าน่าซื้อจริงๆ ต้องเตือนตัวเองว่าเพิ่งวันแรกนะจ๊ะ มีเวลาซื้อของฝากอีกหลายวัน แล้วพอดูราคา ก็เป็นราคาห้าง แพงพอสมควร

เวียตนามใช้เงินสกุลเงินด่ง คิดง่ายๆ เงิน 1 บาทไทยเท่ากับ 600 ด่ง ว้าวจะซื้ออะไรทีมิเป็นแสนๆ หรือ ได้เป็นเศรษฐีใช้เงินแสนกันล่ะคราวนี้ !!! แต่มีบทเรียนจากการไปทัวร์ประเมศเพื่อนบ้านหลายครั้งที่จะไม่แลกเงินประเทสนั้น เอาเงินไทย กับดอลล่าร์ไป แล้วแลกเงินประเทศนั้นนิดหน่อยเพื่อซื้อน้ำ ขนมพิเศษ เพราะจะมีปัญหาในการแลกคืน โชคดีที่ยังงงกับเงินด่ง ทำให้ยังไม่ซื้อสินค้าอะไรได้แต่หมายตาไว้เมื่อมีโอกาสได้ซื้อในอนาคต 

ภาพปักด้วยมือ งานฝีมือสาวญวณ 

งานฝีมือที่น่าทึ่ง คือภาพปัก ฝีมือสาวญวณ เขามีที่ให้สาวๆ สาธิตการปักผ้าให้ดู และมีภาพปักสวยๆ ให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งที่ใส่กรอบสวย และยังไม่ใส่กรอบก็มี ทั้งภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ดอกไม้ ราคาลดหลั่นตามขนาดของผ้า มีตั้งแต่หลักพัน และหมื่นๆ บาท 

เอาละได้เวลาเดินทางต่อแล้ว ยังเหลืออีกตั้งครึ่งทางกว่าจะได้กินอาหารเย็น ข้างทางมีสถานที่ราชการยังเห็นธงชาติเวียตนามสีแดงมีดาวสีเหลืองตรงกลางธงปลิวไสว ทิวทัศน์สองข้างทางยังคงเป็นทุ่งนา ที่ไม่มีเกษตรกรทำงานแล้ว เวลาเย็นเริ่มจะมืด บรรยากาศเหงาๆ อย่างนี้ หลับตาพักสักหน่อยดีกว่า 

แวะกินอาหารเย็นทีภัตตาคาร ก่อนเข้าพักแรม อาหารมื้อแรกใช้ได้ แม้จะจืดไปหน่อยเมื่อเทียบกับอาหารไทย แต่บรรยากาศที่ดี ก็นับว่าสอบผ่านค่ะ 

ตลาดไนท์มาร์เก็ตฮาลอง

ถึงที่พักซะที แต่ใกล้ที่พักยังมี ตลาดไนท์มาร์เก็ตฮาลอง ให้เดินเลือซื้อสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก พวกกระเป๋าผ้า ไม้หอมแกะสลัก เสื้อผ้า เสื้อยืดลายเวียตนาม อย่าคิดว่าจะเป็นไนท์มาร์เก็ตใหญ่โตอะไร เหมือนคลาดสินค้าโต้รุ่งต่างจังหวัดบ้านเรา ที่มีสินค้าหลากหลาย ประเภท 3 อย่าง50 หรือชิ้นละ 20 อะไรทำนองนี้ แต่ราคาสินค้าที่นี่ค่อนข้างแพง น่าจะเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตกลงไปเดินดูเฉยๆ ยังไม่ปิ๊งปั๊งกับสินค้าอะไรเป็นพิเศษ สตางค์ยังคงนอนนิ่งอยู่ครบในกระเป๋า 

กลับที่พักไปนอนเอาแรงดีกว่า เพิ่งรู้ว่าเรามานอนใกล้อ่าวฮาลอง ตอนนี้มืดแล้ว มองไปเห็นแต่ไฟราวสะพาน ดูไม่รู้ว่าคืออะไร พรุ่งนี้เราจะไปที่ท่าเรือ แล้วล่องเรือชมความงามของ อ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) เกาะแห่งธรรมชาติกัน จะมีความงดงามน่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหน เพราะได้รับการจดทะเบียน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก้เมื่อปี พ.ศ. 2537 พรุ่งนี้ได้รู้กัน.................

comments powered by Disqus