Home > Editor Talk > เมืองญวนที่ได้เยือน ตอนสอง

เมืองญวนที่ได้เยือน ตอนสอง

Sunday, Aug 24, 2014

ได้เวลาล่องเรือชมความงดงามของเกาะต่างๆ ในอ่าวฮาลองกันแล้ว ความรู้สึกแรกที่เห็นเกาะต่างๆ คือเหมือนกับกำลังล่องเรืออยู่ที่ปักษ์ใต้บ้านเรา แถวๆ จังหวัดพังงา หรือกระบี่ แต่ที่แตกต่างคือความกว้างขวางใหญ่โตของอ่าว ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเรือแล่นเข้าไปในแนวระหว่างเกาะ เหมือนเปิดสู่โลกอีกโลกหนึ่งที่มีน้ำ ฟ้า และเกาะมากมายหลายร้อยเกาะเรียงรายเป็นหลืบชั้น ธรรมชาติช่างแต้มแต่งไว้อย่างสวยงาม

เมืองญวนที่ได้เยือน ตอนสอง

อมรรัตน์ ภู่ไพบูลย์

ย้อนความหลังกันสักนิดนะคะ ว่าตอนนี้เราเดินทางมาถึงฮาลอง เวียตนาม และเข้าที่พัก หลังจากไปเดินเล่นที่ไนท์มาเก็ตของฮาลองที่อยู่ใกล้ๆ โรงแรมที่พัก แต่ยังไม่ได้นอนพักอย่างที่ตั้งใจ เราต้องจัดกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนแล้วรีบนอนเพราะต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อ check out จากโรงแรมแต่เช้า และไม่กลับมาอีก คุณอีฟ ไกด์ของเรานัดหมายเวลา 5-6-7 คือ โทรศัพท์ปลุก ตี 5 กินข้าวเช้าที่โรงแรม 6 โมงเช้า และล้อรถหมุน 7 โมงเช้า ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง (เวลาที่เวียตนามเท่ากับเมืองไทย จึงไม่ต้องเปลี่ยนเวลา) เพราะพักสองคนกับลูกสาว สองสาวมาอยู่ด้วยกัน ต้องแบ่งเวลาการใช้ห้องน้ำพอสมควร 

ยามเช้าที่ฮาลอง

ตื่นเช้าเปิดม่านหน้าต่างที่เมื่อคืนมีแต่แสงไฟราวสะพานข้ามอ่าวฮาลอง ตอนเช้ามืดอย่างนี้เห็นดวงอาทิตย์เริ่มขึ้น ฉายแสงรำไร เห็นเมฆทะมึนไกลๆ งดงามแปลกตา

  

เกือบหกโมงแล้ว เริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่สดใส รถบรรทุกกำลังแล่นข้ามสะพาน และผู้คนออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้อ่าวฮาลอง ต้องลงไปกินอาหารเช้าแล้ว อย่างไรเสียอาหารของโรงแรมก็คงไม่จืดนัก และคงอร่อยพอสมควรหรอกน่า

   

7 โมงตรงล้อรถหมุน เรากำลังเดินทางไปที่ท่าเรือ เพื่อล่องเรือชมความงดงามของ อ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) เกาะแห่งธรรมชาติที่ได้จดทะเบียน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก้เมื่อปี พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นสิ่งที่จูงใจให้มาเที่ยวเวียตนามในครั้งนี้ นั่งรถชมวิวข้างทางอ่าวฮาลองประมาณ 15 นาที ก็ถึงท่าเรือ แม้ว่ายังเช้าอยู่มาก แต่มีนักท่องเที่ยวรอซื้อตั๋วลงเรือแล้วหลายคณะ ทุกคนต้องถือตั๋วคนละใบ และต้องเก็บหางตั๋วไว้ให้ตรวจตลอดการเดินทาง ตั๋วราคาใบละ 170,000 ด่ง โอ้โฮ เดินทางทีใช้เงินเป็นแสนเลย แต่เมื่อคิดเป็นเงินไทย (600 ด่ง เท่ากับ 1 บาท ดังนั้นค่าตั๋วราคาใบละ 283.33 บาท) กลับไม่แพงอย่างที่คิด

 

ท่าเรือ ฮาลอง

บริเวณท่าเรือคึกคัก มีเรือหลายลำเตรียมออกจากท่า และออกไปแล้วก็มี เรือของเราชื่อ HA LONG 88 ซึ่งจะมีเฉพาะคณะเราไม่ปะปนกับใคร เรือที่ใช้เดินทางเป็นเรือ 2 ชั้น ใหญ่โต กว้างขวาง มีห้องน้ำสะอาด สะดวกสบาย เราจะชมความงามของอ่าว ชมถ้ำที่อยู่ในบริเวณอ่าว 1 ถ้ำ คือ ถ้ำสวรรค์ กินข้าวกลางวันบนเรือ แล้วค่อยกลับขี้นท่าตอนบ่ายๆ

  

การล่องเรือยามเช้านับว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง ฟ้าสวยน้ำใส เมฆขาวเกลื่อนฟ้า ได้รูปสวยๆ หลายรูป

  

ฮาลองเบย์ มรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโกในปี 2537

ก่อนเดินทางจากเมืองไทยได้ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับ ฮาลองเบย์ จาก Google (คิดอะไรไม่ออกให้บอกอากู๋ อิอิ) ต้องขอบคุณเจ้าของบทความเหล่านั้น ที่ได้รวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

“ฮาลองเบย์ เป็นอ่าวในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ 170 กิโลเมตร มีชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง" ตำนานพื้นบ้านกล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้วระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออกมากลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าวเป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินได้สำเร็จ และก่อตั้งประเทศ ซึ่งต่อมาคือเวียดนามในปัจจุบัน

อ่าวฮาลอง มีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ ถ้ำเสาไม้ หรือชื่อเดิมว่า Grotte des Merveilles ซึ่ง ตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวเมื่อปลายคริสต์ ศตวรรษที่ 19 ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง 3 โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกัดบา และเกาะ Tuan Chau ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่นๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงและบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด เกาะเหล่านีมักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตาเช่น เกาะช้างเกาะไก่ชน เกาะหลังคา เป็นต้น ด้วยความสวยงามและความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโกในปี 2537 การเดินทางไปยังอ่าวฮาลอง จากฮานอยมีรถบัสไปยังเมืองฮาลอง ซึ่งห่างออกไป 160 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง และจากสถานีรถบัสไปท่าเรืออ่าวฮาลองอีก 15 นาที จากนั้นไปต่อเรือที่ท่าเรือเฟอรี่ ซึ่งจะมีเรือไปยังเกาะกัดบา หรือจากฮานอยนั่งรถลงมาที่จังหวัดไฮฟอง จากสถานีรถบัสไปท่าเรือใช้เวลา 10 นาที มีเรือไฮโดรฟรอยไปยังเกาะกัดบา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง”

ได้ความรู้จากผู้รู้ตามสมควรนะคะ ทีนี้ก็ได้เวลาล่องเรือชมความงดงามของเกาะต่างๆ ในอ่าวฮาลองกันแล้ว ความรู้สึกแรกที่เห็นเกาะต่างๆ คือเหมือนกับกำลังล่องเรืออยู่ที่ปักษ์ใต้บ้านเรา แถวๆ จังหวัดพังงา หรือกระบี่ แต่ที่แตกต่างคือความกว้างขวางใหญ่โตของอ่าว ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

 เมื่อเรือแล่นเข้าไปในแนวระหว่างเกาะ เหมือนเปิดสู่โลกอีกโลกหนึ่งที่มีน้ำ ฟ้า และเกาะมากมายหลายร้อยเกาะเรียงรายเป็นหลืบชั้น ธรรมชาติช่างแต้มแต่งไว้อย่างสวยงาม

 

ฝนเริ่มปรอยปรายลงมา เห็นเรือหลายลำแล่นตามเรามา และบางลำกำลังแล่นออกไป ท่ามกลางสายฝน ให้บรรยากาศเหงาๆ แต่ก็ยังสวย

เรือแล่นผ่านเกาะรูปร่างแปลกๆ บางเกาะมีทางลอดด้านล่าง บางเกาะมีหาดให้ลงเดินท่องเที่ยวได้

 ที่ประทับใจคือเกาะไก่ชน ซึ่งดูแล้วน่ารักมาก เป็นไก่ 2 ตัวกำลังคุยกันมากกว่าชนกัน เอ !! หรือว่ากำลังพักยกก็ไม่รู้ 

 

ไกด์ท้องถิ่น แจ้งว่าเรือจะจอดที่แพเลี้ยงปลากลางทะเล ถ้ามีใครสนใจอยากซื้อปลาเอามาทำเป็นอาหารกลางวัน ในเรือก็มีบริการทำให้ พวกเราต่างลงไปดูปลา และหอยตัวโตที่เลี้ยงในกระชัง แต่ไม่มีใครซื้ออะไร

 

 

เพิ่งจะ 10 โมงเช้า เลยยังไม่คิดถึงอาหารกลางวัน กลับเข้ามาในเรือ อาหมวยสาวญวณเริ่มเอาของที่ระลึกกระจุกกระจิกออกมาขาย  เป็นพวกเครื่องประดับมุก ทั้งสร้อยคอและต่างหู ได้ลองแวะเวียนไปดู ไม่มีอะไรน่าสนจ การออกแบบนับว่าเรียบง่าย แค่เอาเม็ดมุกมารอยเป็นสายยาวๆ เท่านั้น สักครู่เริ่มทะยอยเอาของหลายอย่างออกมา มีกระเป๋าผ้าแบบถือได้ สะพายก็ได้ และกระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิก ซิป 3 ชั้น ใบกะทัดรัด ด้านหนึ่งปักเป็นรูปสาวเวียตนาม สีสรรสดใส คราวนี้บรรดาพี่ไทยต่างอดใจไม่อยู่มามุงดู มีสินค้าน่าซื้อใช้เองและเป็นของฝากหลายอย่าง เช่น กระเป๋าใบใหญ่ น้องหมวยบอกราคาผ่านที่ 150 บาท (ไม่ต้องใช้เงิน ด่ง ให้ยุ่งยาก เงินบาทไทยนี่แหละศักดิ์สิทธิ์นัก อิอิ) ลดลงมาได้ที่ 120 บาท ขาช้อปพยายามต่อรองราคาสุดฤทธิ์ ได้ที่ 100 บาท นับเป็นความภาคภูมิใจ ว่าได้ของดีราคาไม่แพง ซื้อกันคนละหลายใบ แล้วทีนี้ก็ไม่ยาก ต่อรองราคาและซื้อกันเป็นที่สนุกสนาน กระเป๋าเอนกประสงค์ 3 ซิป 3 ชั้น ขาย 4 ใบร้อย ต่อได้ 5 ใบร้อย ที่ใส่ไม้จิ้มฟันทำจากไม้ประดับมุก กระจกแบบพับเปิดปิดได้ ต่อราคราได้ 4 อันร้อย ต่างดีใจ ซื้อกันคนละหลายร้อย งานนี้อาหมวยรับไปไม่ต่ำกว่าหลายพัน น่าจะถึงหมื่นด้วยซ้ำ และบรรดาพี่ไทย ขาช้อปทั้งหลายต่างเป็นปลื้มว่ามีของราคาไม่แพง และสวยงามฝากคนที่เมืองไทย

เรือเข้าจอดที่ท่าเพื่อจะเข้าไปชมถ้ำสวรรค์ มีเรือจอดแล้วหลายลำ ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่มีความงาม และมีตำนานเรื่องเล่า น่าสนใจว่าจะสวยสักเพียงใด

  

ถ้ำสวรรค์

ฝนที่ซาไปสักครู่เริ่มตกปรอยลงมา มีเสียงถามกันว่าใครจะไม่ไปถ้ำ ก็รอบนเรือได้ เพราะต้องปีนเขาสูงขึ้นไปอีกหลายสิบขั้น เมื่อชมถ้ำแล้วจะมากินอาหารกลางวันในเรือ ยังไงก็ไป อุคส่าห์มาถึงที่ต้องไปเที่ยวให้ตลอดทุกแห่ง เตรียมใส่หมวกแก้ปคู่ใจ กล้องถ่ายรูปใส่ซองกันฝน โทรศัพท์และกระเป๋าพะรุงพะรังไม่เอาไปฝากพี่สาวที่ไม่ไปไว้ในเรือ ลูกสาวให้เอาร่มไปด้วย ทีแรกจะไม่เอาเพราะสาวเกษตรทำงานกางร่มจะได้เรื่องอะไร ไปไหนก็มีหมวกใบเดียว และเสื้อคลุมตัวใหญ่กันแดดกันลมได้สบาย แต่เกรงใจเขาหวังดีเอาไปด้วย ขึ้นเรือไม่ทันไรฝนตกมาซู่ใหญ่ ร่มก็ยังกันแทบไม่อยู่ คอยเป็นนานฝนก็ยังตกไม่หยุด เอาล่ะอยู่ใต้ฟ้าไม่กลัวฝน ลูกพระพิรุณซะอย่าง ปีนเขาขึ้นไป หลายสิบชั้น ลืมนับ เพราะมัวแต่ระวังลื่น กับระวังกล้องเปียก พอเริ่มเหนื่อยก็เข้าสู่ที่ราบของปากถ้ำ

ถ้ำสวรรค์ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำที่มีความสวยงามที่สุดจากบรรดาถ้ำทั้งหลายในอ่าวฮาลอง ซึ่งมีอยู่ 20 กว่าถ้ำ และมีความใหญ่โตมาก ประกอบด้วยห้องถึง 3 ห้อง หินงอกหินย้อยสีขาวสวยงาม แต่เป็นเอกลักษณ์ของถ้ำ ที่คนเวียตนามเอาไฟสีต่างๆ ทั้งเขียว แดง น้ำเงิน ขาว น้ไปใส่ประดับทำห้เห็นพนังถ้ำเป็นสีๆ จะสวยหรือไม่อยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล

 

 หินงอกหินย้อยเหล่านั้นก่อนให้เกิดรูปร่างต่างๆ ตามแต่จินตนาการ ทำให้มีตำนานเล่าขานไปต่างๆ บางรูปมองคล้ายหัวช้างก็มี เป็นเชิงชั้นสวยงาม

  

ที่ห้องโถงใหญ่มีแอ่งน้ำเล็กๆ มีน้ำซึมตลอด ที่ก้นอ่างเห็นธนบัตร และเหรียญหลายใบ แสดงเป็นความนัยว่า จะกลับมา ณ ที่นี้อักครั้งในคราต่อไป  

ใกล้ทางออกจากถ้ำ มีหินงอกรูปร่างคล้ายอกผู้หญิง ตำนานเล่าว่าเป็นปทุมถันของนางฟ้าที่ทิ้งไว้เพื่อให้น้ำนมแก่ลูกของนางที่เป็นมนุษย์ กล่าวกันว่าทุกคนที่เข้ามาถ้ำนี้ จะต้องได้ลูบสักครั้งเพื่อความมีโชค

  

สิ่งแปลกปลอมอีกอย่าง นอกเหนือจากแสงไฟหลากสี ที่พบภายในถ้ำ คือ น้องนกเพนกวิน 2 ตัว ยืนอ้าปากกว้างต้อนรับที่ปากทางเข้าและออก เป็นถังขยะที่น่ารักน่าหยิก ช่างร่ำรวยอารมณ์ขันซะจริงๆ

ได้เวลากลับเรือแล้ว เราต้องไต่เขาลงไปอีกทางไม่กลับไปทางเก่า ฝนตกยังไม่หยุด ไหนๆ ก็เปียกแล้ว หยุดแล้วกางร่มถ่ายรูปบ้างก็ยังได้ แต่ต้องระวังกล้องเปียกน้ำ และระวังลื่นล้มเท่านั้น

  

กลับมาลงเรือ กินอาหารกลางวัน เมนูวันนี้เป็นอาหารทะเล มีพิเศษคือ ปูนึ่งให้คนละตัวด้วย อาหารอร่อย บรรยากาศดี กินอย่าเอร็ดอร่อย ดีแล้วที่ไม่ซื้อปลามาจากแพ เพิ่งเห็นหน้ากันหลัดๆ คงกินกันไม่ลงแน่

 

อาหมวยสาวญวณคนขายของที่ระลึกเมื่อครู่กลายร่างมาเป็นสาวเสริฟอาหาร สอบถามได้ความว่า เป็นเจ้าของเรือไปซะนี่ รู้สึกแปลกๆ มีลางสังหรณ์อย่างไรพิกล สงสัยว่าของที่ระลึกที่ปลาบปลื้มใจนักว่าได้ของดีราคาถูก ทำท่าจะผิดไปซะแล้ว คงกลายเป็นของดีราคาแพงแน่ๆ เล้ย

เรือล่องถึงท่าเรือฮาลอง ลาก่อนนะจ๊ะ ฮาลองเบย์ ไว้กลับเมืองไทยจะหาเวลากลับไปเที่ยวกระบี่ พังงา อีกสักครั้ง เดี๋ยวเราจะเดินทางกลับกรุงฮานอยเพื่อเที่ยวชมเมืองเก่า ทะเลสาบคืนดาบ และดูการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งเป็นศิลปกรรมประจำชาติ เอกลักษณ์ของประเทศเวียตนาม และมีแห่งเดียวฝนโลกด้วย เฮ้อ......ราตรี เอ้ย วันเวลา ยังอีกยาวไกล และต้องอยู่บนรถอีกกว่า 4 ชั่วโมง ขอหลับตาพักก่อนนะคะ แล้วค่อยพบกันเมืองถึงฮานอย บ้าย บายค่ะ         

comments powered by Disqus