Home > News > การประชุมกงสุลกิตติมศักดิ์ในออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี

การประชุมกงสุลกิตติมศักดิ์ในออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี

Thursday, Jul 3, 2014

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูตฯ ได้จัดการประชุมกงสุลกิตติมศักดิ์ในออสเตรเลียและปาปัวนิวกินีที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 เวลา 13.00 – 15.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูตฯ ได้จัดการประชุมกงสุลกิตติมศักดิ์ในออสเตรเลียและปาปัวนิวกินีที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประกอบด้วย นาย Bill Dunn  กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครบริสเบน นาย Anthony Wallace ผู้แทนกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครเมลเบิร์น นาง Mandy-Jane Giannopoulos รองกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครแอดิเลด นายอภิรัตน์ อจลบุญ กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครโฮบาร์ต นาย Reuben Kooperman กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเพิร์ท และนาย Laoni Henao กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำปาปัวนิวกินี เพื่อชี้แจงสถานการณ์ในประเทศไทยและหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของกงสุลกิตติมศักดิ์ โดยมี นายธีรเทพ พรหมวงศานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ นายวศิน เรืองประทีปแสง อัครราชทูต พ.อ. นนทวัฒน์ ภักดิพงศ์พิชญะ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก นายกฤษณ์ ตันคณารัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา และข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย สรุปสาระสำคัญดังนี้ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของไทย เอกอัครราชทูตฯ สรุปสาระของการประชุมกับ หัวหน้า คสช. ที่ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 57  เกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นของการเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศว่า เนื่องจากกลไกต่างๆ ของประเทศภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตย ติดขัด ไม่สามารถทำงานได้ (malfunction) ทั้งระบบกฎหมาย ระบบราชการ ระบบงบประมาณ ระบบศาลยุติธรรม  พรรคการเมือง สื่อมวลชน กฎหมายบางฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม แต่เอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม  ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย ประสบความยากลำบาก เนื่องจากความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทย สถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาและไม่สามารถหาทางออกได้ แม้จะมีความพยายามนำฝ่ายต่างๆ มาพบหารือกัน คสช. จำเป็นต้องเข้ามาปลดล็อกเพื่อให้กลไกการบริหารประเทศเดินหน้าต่อไปได้  คสช. มิได้เข้ามาเพื่อยึดอำนาจการปกครองทั้งหมด เพียงแต่ได้เข้ามาให้หลักประกันเพื่อปล่อยให้กลไกการบริหารประเทศที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ ประชาธิปไตย เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในที่สุด การเข้ามาควบคุมอำนาจบริหารประเทศของ คสช. ในครั้งนี้จึงแตกต่างจากการรัฐประหารที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เอกอัครราชทูตฯ อธิบายความแตกต่างของความเป็นมาของ ประชาธิปไตย ระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศตะวันตก กล่าวคือ ประชาธิปไตยของประเทศตะวันตกเกิดจากการช่วงชิงอำนาจของประชาชนจากผู้ปกครอง ขณะที่ ประชาธิปไตยของไทยได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ทรงสร้าง  “ดุสิตธานี” หรือเมืองจำลองแห่ง ประชาธิปไตย เพื่อเป็นที่ทดลองการปกครองแบบ ประชาธิปไตย แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่ได้ทรงปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับประชาชนชาวไทย  และต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้พระราชทานพระราชอำนาจในการปกครองประเทศให้คนไทยทั้งปวง.............................หลังวันที่  22 พฤษภาคม ประเทศกลับสู่ภาวะปกติ ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันดังเช่นเคย ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดประชาชนมีความพึงพอใจที่สถานการณ์บ้านเมืองมีความสงบสุข ผลการสำรวจความคิดเห็น (poll) ของประชาชนทั่วประเทศจากหลายสำนักในไทย ต่างบ่งชี้ว่าประชาชนพอใจต่อบรรยากาศที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สื่อมวลชนต่าง ๆ สามารถแสดงความเห็นได้อย่างอิสระเสรี  ผู้ที่ถูกควบคุมตัวเกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว ยกเว้นเพียงไม่กี่คนที่ละเมิดกฎหมาย  ภาคธุรกิจของไทย รวมทั้งสภาหอการค้า ต่างประเทศ ตอบรับต่อบรรยากาศความสงบเรียบร้อยภายหลังวันที่ 22 พ.ค. ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คสช. ได้ปล่อยให้กลไกการบริหารประเทศดำเนินต่อไป และโครงการสำคัญต่าง ๆ มีความคืบหน้า เช่น การจ่ายเงินให้แก่ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (infrastructure) รวมทั้งการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งรัดการส่งเสริมการลงทุนทั้งในและ ต่างประเทศ  เอกอัครราชทูตฯ แจ้งให้ทราบท่าทีของฝ่าย ออสเตรเลีย ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากสหรัฐฯ ที่มีมาตรการต่อประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียไม่ได้ตัดหรือลด ความสัมพันธ์กับไทย ตามที่สื่อมวลชนออสเตรเลียบางส่วนรายงาน มาตรการที่ประกาศคือ การเลื่อนกิจกรรมด้านการทหาร 3 กิจกรรม รัฐบาลออสเตรเลียจำเป็นต้องมีมาตรการดังกล่าวออกมา เพื่อลดแรงกดดันจากภาคส่วนอื่นของสังคม ออสเตรเลีย ซึ่งกิจกรรมทางทหารที่เลื่อนออกไปเป็นเพียงกิจกรรมย่อย มิได้ส่งผลกระทบมาก ยังมีความร่วมมือระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายที่ดำเนินต่อไป รวมทั้งความร่วมมือระหว่างสองประเทศในกรอบอื่นๆ อีกมากมาย ประเทศไทย ยังคงยืนยันบทบาทสำคัญในภูมิภาค ประเทศไทยมีเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน และมองออสเตรเลีย ว่าเป็นมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และต้องการมีบทบาทร่วมในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ คสช. ได้ประกาศ Roadmap 3 ขั้นตอน คือ  1) สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ด้วยการจัดเวทีเสวนาเพื่อประสานความคิดที่แตกต่างกัน ล่าสุดดำเนินการไปแล้ว 56 จังหวัด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน   2) จัดตั้งรัฐบาลระยะเปลี่ยนผ่าน การแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี (ประมาณเดือนกันยายน) และ คณะรัฐมนตรี รวมทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญและกฏหมายต่างๆ และ 3) จัดการเลือกตั้งทั่วไปที่บริสุทธิ์ ยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง...............เกี่ยวกับบทบาทกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย เอกอัครราชทูตมาริษฯ ได้กล่าวขอความร่วมมือกงสุลกิตติมศักดิ์ที่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้อธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับรัฐบาลท้องถิ่นสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ตั้งอยู่ เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับ 4 ภาค คือ ภาครัฐบาล นักวิชาการ ภาคเอกชน และชุมชนไทยในพื้นที่

 On 26 June 2014, H.E. Mr. Maris Sangiampongsa, Ambassador of Thailand held a meeting of Honorary Consuls: Mr. Bill Dunn, Honorary Consul-General of Royal Thai Consulate-General Brisbane, Mr. Anthony Wallace, representative from Thai Consulate- General Melbourne, Ms. Mandy-Jane Giannopoulo , Vice-Consul of Thai Consulate-General Adelaide, Mr. Abhirat Achalabun, Honorary Consul-General of Royal Thai Consulate- General Hobart, Mr. Reuben Kooperman, Honorary Consul-General of Royal Thai Consulate- General Perth, and Mr. Laoni Henao, Honorary-General of Papua New Guinea at the Royal Thai Embassy in Canberra. The meeting was to clarify the current situation in Thailand and also discuss about operations of the honorary consuls. Mr. Theeratep Promvongsanon, Consul-General of Sydney, Mr. Vasin Ruangprateepsaeng, Minister, Colonel Nonthawat Pakdipongpitchaya, Army Attache and Assistant Defence Attache, Mr. Krit Tankanarat, Minister Counsellor, and Embassy staff also participated in this meeting.

comments powered by Disqus