Home > News > SA > เอกอัครราชทูต เดินทางเยือนนครแอดิเลด อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2556

เอกอัครราชทูต เดินทางเยือนนครแอดิเลด อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2556

Sunday, Nov 10, 2013

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เดินทางเยือนนครแอดิเลด อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2556 โดยในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.30 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. และคณะ ได้เดินทางไป วัดศรีรัตนวรารามเพื่อเป็นประธานในการทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2556

@@@@ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เดินทางเยือนนครแอดิเลด อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2556 โดยในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.30 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. และคณะ ได้เดินทางไป วัดศรีรัตนวรารามเพื่อเป็นประธานในการทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2556 รวบรวมปัจจัยสมทบทุนทำนุ บำรุงวัดฯ และบำรุงพระพุทธศาสนา ในโอกาสเดียวกันนี้ ออท. ได้พบปะกับชุมชนชาวไทยในเขตรัฐเซาท์ ออสเตรเลียและได้เชิญชวนให้เดินทางมาร่วมงานเทศมหาชาติในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ณ วัดธัมมธโร ณ กรุงแคนเบอร์ราเพื่อสร้างอานิสงฆ์บุญและต่อยอดความรักและความสามัคคีร่วมกันกับชุมชนไทยอื่นๆ ในประเทศออสเตรเลียและนำไปสู่การสร้างศรัทธาร่วมกันเพื่อการบริจาคทานให้กับการก่อสร้างเขตพุทธาวาส ณ วัดธัมมธโรด้วย

@@@@ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. ณ กรุงแคนเบอร์รา พร้อม ด้วยนายกฤษณ์ ตันคณารัตน์ อทป. และนางสาววีนัส อัศวภมูิ เลขานุการโท ได้เข้าพบกับนาง Christine Bierbaum ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแห่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย และได้หารือกันในเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและรัฐเซาท์ออสเตรเลียในสามระดับได้แก่ ระดับรัฐ-ต่อ-รัฐ ซึ่งปัจจุบันมีความสัมพันธ์และความร่วมมือกันอย่างดี ระดับธุรกิจ-กับ-ธุรกิจ ซึ่งมีศักยภาพสูง ที่จะพัฒนาให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมได้เพราะภาคธุรกิจขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ และระดับประชาชน-กับ-ประชาชนซึ่งเป็นระดับพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ เมื่อความสัมพันธ์ในสามระดับได้รับการพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวกันแล้วความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศไทย-ออสเตรเลียก็จะพัฒนาไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง............เวลา 10.30 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม บริษัท TechPort ซึ่งดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการต่อเรือรบและเรือดำน้ำให้กับกองทัพเรือออสเตรเลีย บริษัทฯ ดำเนินกิจการแบบธุรกิจเต็มรูปแบบแต่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลของรัฐเซาท์ออสเตรเลียในรูปของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจเนื่องจากเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องการสร้างความเชี่ยวชาญและขีดความสามารถ (Core Competency) ของรัฐเซาท์ออสเตรเลียให้เป็นผู้นำในด้านการป้องกันประเทศ (Defense) วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความคิดของพลเรือตรี Kevin Scarce ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐเซาท์ออสเตรเลียซึ่งเคยรับราชการในกองทัพเรือออสเตรเลียมาก่อน นอกจากการดำเนินธุรกิจในการต่อเรือรบแล้ว บริษัทฯ ยังมีธุรกิจในการให้บริการซ่อมแซมและปรับปรุง สมรรถนะของเรือ รวมทั้งให้บริการก่อสร้างเครื่องมือและเครื่องจักรสำหรับภาคอุตสาหกรรมของเอกชน ต่างๆ ด้วย..............เวลา 12.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมบริษัท SAAB ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการต่อสู้ในช่วงยุทธการ (Combat System) บริษัทมี ประสบการณ์ในการพัฒนาระบบการต่อสู้ในช่วงยุทธการมาเป็นระยะเวลานานจนได้รับการยกย่องว่ามีประสิทธิภาพมากสามารถใช้ควบคุมระบบอาวุธและการตรวจจับเป้าหมายเพื่อการโจมตีได้อย่างสัมพันธ์กัน บริษัทฯ มีสำนักงานอยู่ในประเทศต่างๆ 8 แห่งรวมทั้งในประเทศไทย โดยปัจจุบันได้ดำเนินการปรับปรุง ระบบการต่อสู้ให้กับเรือรบหลวงนเรศวรและเรือรบหลวงตากสินของกองทัพเรือไทย นอกจากพัฒนาระบบการต่อสู้ในช่วงยุทธการแล้วบริษัทฯ ยังมีขีดความสามารถพัฒนาระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศ และดำเนินการปรับปรุงให้กับสนามบินต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย ออท. ได้หารือกับผู้บริหารของบริษัทฯ โดยได้ชักชวนให้บริษัทฯใช้ศักยภาพของประเทศไทยในการผลิต Hard ware และ Soft ware เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการพัฒนาระบบการต่อสู้ในช่วงยุทธการและการควบคมุระบบต่างๆ ในกิจการของพลเรือนอีกด้วย เป็นที่น่าสังเกตุว่าแม้จะเป็นบริษัทในเครือของบริษัท SAAB (Sweden) แต่คณะกรรมการบริหารระดับสูง ล้วนแล้วแต่เป็นชาวออสเตรเลียทั้งสิ้น...............เวลา 15.30 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถาบันการวิจัยและการพัฒนาของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย (SARDI) และได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก ศ. Gavin Begg หัวหน้าคณะนักวิจัยของสถาบันฯ และ ศ. Mehdi Doroudi ผู้อำนวยการบริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมและการพัฒนาภูมิภาคเซาท์ออสเตรเลียในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพัฒนาอุตสาหกรรม การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของรัฐเซาท์ออสเตรเลียที่มีมูลค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงได้แก่ กุ้งมังกร หอยนางรม หอยเป๋าฮือ้และปลาคิงค์ฟิช เป็นต้น ออท. ได้หารือเกี่ยวกับโครงการส่งเสริม การทำธุรกิจร่วมและการย้ายฐานการทำอุตสาหกรรมการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับผู้ประกอบการของไทยโดยมีกรมประมงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับ SARDI เป็นหน่วยงานหลักภาครัฐ ร่วมกันสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการให้กับนักธุรกิจของไทยและออสเตรเลียร่วมกันประกอบธุรกิจใน ประเทศไทย

@@@@ วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมรัฐสภาของรัฐเซาท์ออสเตรเลียและเข้าพบนาง Vickie Chapman รองหัวหน้าผู้นำฝ่ายค้าน ในโอกาสดังกล่าว ออท. ได้หารือเกี่ยวกับการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ออสเตรเลียด้วยการยกระดับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของประเทศทั้งสองซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจของประเทศและเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันทางธุรกิจ รวมทั้งการสร้างช่องทางการติดต่อเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระดับประชาชน-กับ-ประชาชน การดำเนินการดังกล่าวนี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยบทบาทที่สำคัญของรัฐบาลรัฐเซาท์ออสเตรเลียในการสนับสนุนและร่วมมือกับ สอท. ณ กรุงแคนเบอร์ราในการผลักดันความสัมพันธ์ทั้งสองระดับดังกล่าว ออท. ยังได้หารือเกี่ยวกับการทำธุรกิจร่วมกันของภาคเอกชนในสาขา อุตสาหกรรมการประมง (Aquaculture) ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนของรัฐเซาท์ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญ เมื่อผสมผสานเข้ากับศักยภาพของไทยในด้านนี้ก็น่าที่จะส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจของไทยกับเซาท์ออสเตรเลียประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี...............เวลา 10.00 น. นายมาริษเสงี่ยมพงษ์ ออท. ณ กรุงแคนเบอร์รา และคณะ ได้เดินทางไปรับฟังการบรรยายสรุปจากนาย Steven Ward ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต นวัตกรรม การค้า ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ เอกชน ได้แก่นาย Andrew Langley ประธานสภาธุรกิจไทย-เซาท์ออสเตรเลีย และนาย Francis Wong ประธานสภาการค้าและการพานิชย์ระหว่างประเทศของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ในเรื่องเกี่ยวกับศักยภาพ ทางเศรษฐกิจของเซาท์ออสเตรเลียที่จะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศไทยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าและการลงทุน นาย Ward ได้สรุปให้ทราบว่าเซาท์ออสเตรเลียเป็นรัฐที่สมบรูณ์ไปด้วย ทรัพยากรทางธรรมชาติตั้งแต่แร่ธาตุเช่น ยูเรเนียม ทองแดง แร่เหล็ก น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แม้เซาท์ออสเตรเลียจะมีพื้นที่เพาะปลูกที่สมบูรณ์ไม่มากนักหรือเพียงประมาณ 100 กิโลเมตรห่างจากชายฝั่งทะเล แต่เซาท์ออสเตรเลียก็มีพื้นที่ประมงที่อุดมสมบูรณ์ อุตสาหกรรมการประมงที่มีชื่อได้แก่ กุ้งมังกร หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยเป๋าฮือ้ ปูทะเล และปลาพันธุ์ต่างๆ เช่น คิงค์ฟิชและบลูฟินน์ทูน่าเป็นต้น เซาท์ออสเตรเลียประสบปัญหาที่ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตเช่นเดียวกับรัฐอื่นๆในประเทศออสเตรเลีย ทำให้เซาท์ออสเตรเลียต้องหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองด้วยการพัฒนาการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีชั้นสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี ในอุตสาหกรรมการป้องกันตนเองและการต่อสู้ทางยุทธการจนปัจจุบันเซาท์ออสเตรเลียได้รับการขนานนามว่าเป็น State of Defense นอกจากนี้เซาท์ออสเตรเลียยังมีนโยบายที่จะพัฒนาขีดความสามารถในด้าน Creative Industry ด้วยการส่งเสริมผลงานทางศิลปและวัฒนธรรมจนได้รับขนานนามว่าเป็น Festival State อีกชื่อหนึ่งด้วย............เวลา 11.30 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. ณ กรุงแคนเบอร์รา และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม สถาบัน ArtLab ซึ่งเป็นองค์กรทำหน้าที่อนุรักษ์และบูรณะผลงานศิลปทุกแขนง อาทิ ภาพวาด สิ่งทอ รูปปั้น และวัตถุโบราณ นอกจากได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลเซาท์ออสเตรเลียแล้ว ArtLab ยังให้ บริการซ่อมแซมวัตถุโบราณแก่บุคคลต่างๆ โดยทั่วไปด้วย ในขณะนี้สถาบันฯ กำลังดำเนินการซ่อมแซม พระบรมฉายาลักษณ์สีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเสียหายมาจากความเก่าแก่และวิธีการเก็บรักษาอย่างไม่ถูกต้อง พระบรมฉายาลักษณ์ฯ นี้เป็นทรัพย์สมบัติของพิพิทธภัณฑ์ เซาท์ออสเตรเลีย..............เวลา 12.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะพลเรือตรี Kevin Scarce ผู้สำเร็จราชการ แห่งรัฐเซาท์ออสเตรเลียและนาง Liz Scarce ภรรยา ในโอกาสดังกล่าว ออท. ได้หารือกับผู้สำเร็จราชการฯ ในเรื่องการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประชาชน-กับ-ประชาชนซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุดในการสร้างความเข็มแข็งให้กับสังคม ออท. ได้ขอให้ผู้สำเร็จราชการฯ ช่วยสนับสนุนคำร้องของวัดไทย ณ นครแอดิเลด (วัดศรีรัตนวราราม) ซึ่งซื้อพื้นที่ในบริเวณซึ่งเดิมใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมสันทนาการของเมืองเช่น Camping และ Bush Walk โดยขอเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างวัดป่า ออท. ชี้แจงว่ากิจกรรมที่สำคัญของวัดป่าประการหนึ่งคือการสอนการทำสมาธิ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมวัตถุประสงค์ของการสันทนาการที่สำคัญที่สุดเพราะการทำสมาธิเป็นสันทนาการที่สำคัญช่วยพัฒนาและเป็นการพักผ่อนทางจิตใจด้วย.................เวลา 14.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. ณ กรุงแคนเบอร์รา และคณะได้เข้าร่วมประชุมกับนาง Marilyn Sleath ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการศึกษาระหว่างประเทศ กระทรวงการศึกษา ร่วมกับผู้แทนจากสถานการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างๆของเซาท์ออสเตรเลีย ในโอกาสนี้ ออท. ได้หารือเรื่องการส่งเสริมให้นักศึกษา ออสเตรเลียเดินทางไปศึกษาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ด้วยการกระชับความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาในประเทศทั้งสอง ปัจจุบันสถาบันการศึกษาในรัฐเซาท์ออสเตรเลียทกุสถาบันต่างก็มีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ความตกลงดังกล่าวยังไม่ค่อยได้นำมาใช้ให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ออท. เสนอให้สถาบันการศึกษาที่มีความตกลงระหว่างกันอยู่แล้วเร่งกระชับและดำเนินการตามความตกลงให้มีผลเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการเรียนการสอนระหว่างกันรวมทั้งการยอมรับหลักสูตรการศึกษาระหว่างกันเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาของเซาท์ออสเตรเลียเดินทางไปศึกษาในประเทศไทยมากขึ้น...............เวลา 15.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ออท. ณ กรุงแคนเบอร์รา และคณะได้หารือกับนาย Nigel McBride หัวหน้าคณะผู้บริหาร Business SA สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ในเรื่องที่จะส่งเสริมให้นักธุรกิจเซาท์ออสเตรเลียเดินทางไปลงทุนในประเทศไทยและร่วมมือกับนักธุรกิจ ไทยมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันออสเตรเลียไม่มีศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศโดยเฉพาะในเรื่อง อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ออท. ได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบการของออสเตรเลียใช้ประโยชน์ จากศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำในด้านการผลิต กล่าวคือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิต สินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมทุกประเภทโดยหวังว่าความร่วมมือของนักธุรกิจดังกล่าวจะเป็นผลให้การผลิตในประเทศไทยมีส่วนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและทำให้สินค้าที่ผลิตจากบริษัทร่วมทุนของไทยกับออสเตรเลียสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น

@@@@ วันพุทธที่ 13 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ และคณะได้รับเชิญจากสภาธุรกิจ ไทย-เซาท์ออสเตรเลียให้ร่วมทานอาหารเช้ากับสมาชิกของสภาฯ ในโอกาสนี้ ออท. ได้บรรยายสรุปให้สมาชิกสภาฯ ฟังถึงโอกาสทางธุรกิจที่ผู้ลงทุนออสเตรเลียจะได้รับจากการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการ ของไทยโดย ออท. ได้ชี้ให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยสามารถเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ที่ให้ผลิตภัณฑ์จำนวนมากและมีคุณภาพสูง ในขณะที่เซาท์ออสเตรเลียมีชื่อเสียงในด้านเทคโนโลยีการเกษตร ประเทศไทยมีศักยภาพของการเป็นผู้นำในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรในขณะที่ออสเตรเลียไม่มีศักยภาพในการแข่งขันทางด้านนี้แล้ว ดังนั้นการกระชับความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจของประเทศทั้งสองจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนได้อีกหลายเท่าตัว นับเป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันที่เป็นรูปธรรมที่สุด ออท. ได้ยกตัวอย่างโครงการย้ายฐานการผลิตของ สอท. ที่นำนักธุรกิจออสเตรเลียเดินทางไปพบกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในประเทศไทย โครงการนี้ ส่งผลให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนในประเทศทั้งสองทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

comments powered by Disqus