Home > ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย เรื่องของนุ้ย ตอนสอง

ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย เรื่องของนุ้ย ตอนสอง

Sunday, Oct 26, 2014

เรื่องของน้องนุ้ยเป็นเรื่องที่ดิฉันอยากนำเสนอแฟน รายการวิทยุและเว็ปไซท์ของ WOW Thai Esan Radio ซึ่งมีอยู่กระจายไปทั่วโลก ตอนรับฟังเรื่องของเธอ อยากเขียนบันทึกแล้วลง publish เลยเดี๋ยวนั้น แต่นำมาคิดสองสามวันว่าเป็นเรื่องของน้องที่อยู่ที่ฮาวาย ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย กลัวจะผิดคอนเซ็ปท์ที่ดิฉันวางไว้แต่แรก แต่เป็นเรื่องที่ดีมากๆอยากนำเสนอเป็นอุทาหรณ์เป็นตัวอย่างที่น้องๆน่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดกับคนไทยในต่างแดน ก็ไม่น่าจะผิดจุดประสงค์ที่วางเอาไว้แต่แรก แต่ใช่ว่า ดิฉันจะหาชีวิตของคนไทยที่ต้องมาดิ้นรนต่อสู้ในประเทศออสเตรเลียไม่ได้ เข้าคิวรอเพียบเลยค่ะ รับรองไม่มีให้ขาดช่วง คอยติดตามนะคะ

เรียบเรียงโดย Serena Denis

 

ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย เรื่องของนุ้ย (2)

หลังจากที่ดิฉัน กลับมาอยู่เมืองไทยได้ซักพัก รวมถึงจากที่หย่าร้าง ก็หันมาเดินแบบ การกุศลช่วยเหลือ สังคมเพื่อเป็นการ หากิจกรรมอะไรดีดีให้ชีวิต พบเจอคนใหม่ ๆ ในชีวิต และ กลับมาสร้างเครือข่าย ให้ชีวิตที่หายไป 3 ปี กับการใช้ชีวิตต่างแดน เดินทางเข้า ๆ ออก ๆ ฮ่องกง ประเทศจีน และการผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมา ในข้อเสีย ก็มีข้อดี เพิ่มขึ้น อีกหลายอย่าง อาทิเช่น ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นมากกกกกกกก ในขณะที่ไปอยู่ฮ่องกง แรกๆไม่กล้าพูดคุย กลัวคนหัวเราะ แถมฟังรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง ได้เรียนภาษาที่สามเพิ่ม คือ ภาษาจีนกลาง เรียนรู้วัฒนะธรรมที่แตกต่าง การกิน การอยู่ การช่วยเหลือตัวเอง 

การใช้ชีวิตในต่างแดน ทำให้เรากล้าเดินทางคนเดียว พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เปิดใจรับสิ่งใหม่ ในโลกที่ใหญ่กว่ายอมรับในความแตกต่างของคนอื่น โลกใบเดิม แต่ใหญ่ขึ้น ดิฉันเริ่มชอบที่จะออกเดินทาง แต่ลึก ๆ ก็กลัว เพราะ การอยู่ต่างประเทศต้องพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด แกร่งที่สุด เรียนรู้ การเอาตัวรอด พ่อแม่พี่น้อง ช่วยเราได้เฉพาะเมืองไทย เพื่อนในต่างแดน เครือข่าย คือสิ่งที่มีพลังมากที่สุดในยามยาก 

ในเวลาที่ดิฉันกำลังมีความสุข กับชีวิตที่อิสระ กลับมาสู้อ้อมกอดของ ครอบครัว และ เมืองไทย ระยะเวลาสั้น ๆ ก็พบรักกับ สามีคนปัจจุบัน คนอเมริกา เจอครั้งแรกก็ตกหลุมรัก ทันที แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ง่ายขนาดนั้นคะ

คนเรายิ่งผ่านความผิดพลาดมา เรายิ่งเป็นเป้าให้คนโจมตี ว่าเราจะพลาดซ้ำสอง ทุกคนในครอบครัว เพื่อน ต่าง พูดกันเสียงเดียวว่า แน่ใจแล้วเหรอ จะไปอยู่ อเมริกาใช้ชีวิต กับผู้ชายคนใหม่ เรานั่งยัน นอนยัน อย่างไร เสียเราก็จะไป ทั้งๆทีในใจ ไม่มั่นใจอะไรเลย เมื่อคนรัก พูดเรื่องทำวีซ่า K1ครั้งแรก คือวีซ่า คู้หมั้น เราถามเขาว่า คุณมั่นใจแล้วเหรอว่ารักฉัน เรารู้จักกันไม่ถึง สามเดือน เลยนะ ในเรื่องความรัก ดิฉันมีให้เขาเต็มร้อย แต่การใช้ชีวิตใหม่ ไม่ให้พลาดซ้ำสองมา เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากเต็มที ฉันลังเล แฟนดิฉันเริ่มเดินเรื่องการทำวีซ่า ดิฉันมั่นใจในความรักที่มีต่อกัน ใช้ความรักเป็นเครื่องนำทาง แต่รักแล้วโง่ ก็จะไม่ดีกับตัวเราและครอบครัวที่รักเรา ระหว่างรอวีซ่าอนุมัติ ดิฉันจึงไปหัดเรียนนวดแบบจัดเต็มทุกสายนวดที่เข้าเปิดสอน สถาบันมีชื่อเสียงในกรุงเทพ มีใบรับรองการศึกษา เตรียมพร้อม เผื่ออนาคตไม่สวยงาม อย่างที่เราคิดไว้คะ 

การเดินเรื่องทำวีซ่า แฟนต้องออกค่าใช้จ่ายทุกอย่าง จ้างทนายทำเอกสาร รวมทั้งเปิดเผยทรัพย์สินทุกอย่างที่เขามี เพราะมีผลต่อวีซ่าคู้หมั้นอย่างมาก ถ้าฐานะเขาไม่ถึงเกณฑ์ที่ประเทศเขากำหนด ก็ไม่มีสิทธิ์จะพาใครไป เป็นภาระประเทศอเมริกา 

ดิฉันเพิ่งเข้าใจในภายหลัง จากที่ได้มาอยู่ ที่อเมริกา เขาต้องยื่นเรื่องไปสำนักงานกลางของอเมริกา เรื่องการขอวีซ่า เพื่อนำ ใครเข้ามาประเทศ สหรัฐอเมริกา ก็ตาม ต้องผ่าน หน่วยงานนี้ ซึ่งเรียกว่า USCIS เขามีหน้าที่รับเอกสารเราไปตรวจสอบข้อมูลทุกอย่าง ทุกคนในครอบครัวเรา มีประวัติอาชญากรรมอะไร มาประเทศเขามีจุดประสงค์อะไร คล้ายหน่วยกรองคนเข้าเมือง หลังจากนั้น เอกสารทุกอย่างมีขั้นตอนกินเวลาเกือบปี เราต้องรอเกือบปี ระหว่างนี้เราต้องพบปะสามีในอนาคตมากกว่าหนึ่งครั้งอีกด้วย ตามเงื่อนไข จนกระทั่ง สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย เรียกเราสัมภาษณ์ เราเตรียมพร้อม เอกสารอีกชุดใหญ่ มีการตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ใบรับรองจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราจะได้รับวีซ่าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอีกหลายเหตุผล อาทิ การใช้เวลาร่วมกันระหว่างคู้รัก มีเอกสารประกอบ มีทั้งรูปถ่าย การส่งอีเมลคุยกัน ประวัติการรู้จักกัน ประวัติอาชญากรรม ด้านการเงินของผู้ทำวีซ่า เสียภาษีถูกต้องหรือไม่? เขาจะดูภาษีย้อนหลัง 3 ปี ของแฟนเรา สรุปแล้ว เขาดูทั่งตัวเราและแฟนเรา ดังนั้นจึงเป็นผลดีกับตัวเรามาก ที่อย่างน้อยทางอเมริกา เขาตรวจสอบให้เราคร่าวๆว่า ที่ที่เราจะไปอยู่ ดีสำหรับเราแน่นอน คนที่เราไปหา ไม่ใช้โจร 

ดิฉันไปสัมภาษณ์ตามวันที่ทางสถาทูตส่งจดหมายมา วันที่เขากำหนดมีคนไปรอมากมาย จนถึงคิวเราสัมภาษณ์ เขาถามคำถามมากมาย คำถามที่กินใจ บางครั้งเหมือนดูถูกเรา เหมือนเขาพยายามจับผิด การตอบปัญหา แล้วแต่ว่าใครจะเจอแบบไหน คนที่ทำวีซ่าคู่หมั้นที่ไปสัมภาษณ์วันเดียวกันมีหลายราย บางคนก็ผ่าน แต่คนที่ไม่ผ่านมีเยอะกว่ามาก รวมถึงดิฉันด้วยเพราะเรื่องรายได้ว่าที่สามีเรามีปัญหา เขาปิดกิจการเพื่อปรับรูปแบบบริษัททำให้ไม่มีรายได้มากนัก เสียภาษีไม่ถึงเกณฑ์รายได้ขั้นตำ่ ฉันต้องกลับไปแบบสิ้นหวัง อุตส่าห์รอมาทั่งปี ก็ไม่ผ่าน ทำอย่างไร ดี หลังจากนี้ จะสู้ต่อ หรือจะเลิกล้มความตั้งใจ เลิกกับแฟน ติดตาม ตอนต่อไปนะคะ

comments powered by Disqus