Home > ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย บทนำ

ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย บทนำ

Wednesday, Sep 3, 2014

แทน ปัณฑุรอัมพร นักเขียนท่านนี้เรียกได้ว่าเป็นนักบุกเบิกชาวไทยคนหนึ่งในนครเมลเบิร์นตั้งแต่ยุค '70 ซึ่งปัจจุบันเขาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำกิจกรรมชุมชน เช่น บ.ก. MELB Magazine, กรรมการจัดงาน Thai Culture & Food Festival และประธานกรรมการโรงเรียนภาษาไทย เป็นต้น แต่ที่เป็นที่รู้จักในวงการดนตรี คือ แทน ปัณฑุรอัมพร หรือ แทน Outsiders

ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย

เขาว่าอยู่เมืองนอกสบาย เขาว่าอยู่เมืองนอกสบายนะ

จะเหาะไปดู ไปอยู่เมืองนอกเมืองนา ที่เลื่องลือว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์

เป็นสุขอยู่ดี ทั้งมีกินมีใช้ ตึกรามใหญ่โต โก้กว่าบ้านเรา

ฝรั่งโด่งดัง ทั้งวิชาความรู้ ความใหม่ ความหรู เป็นผู้นำสมัย

ได้จบกลับมา ฟุดฟิดฟอไฟ เป็นความภูมิใจ ได้เชิดหน้าชูตา

 

เขาว่าอยู่เมืองนอกสบาย (มันสบายๆไหม)

เขาว่าอยู่เมืองนอกสบายนะ (มันจะจริงๆไหม)

เขาว่าอยู่เมืองนอกสบาย (ไม่สบายๆ)

ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย (ไม่สบายๆ)

ผมมาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี ค.ศ.1976 เริ่มจากเป็นนักเรียนมัธยมปลายจนจบวิศวะ จากเป็นนักธุรกิจในหลายสาขาจนมาเป็นอาสาสมัครจัดกิจกรรมชุมชน ตลอด 38 ปีที่ผ่านมา ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการต่างๆมากมาย ดูเหมือนทุกอย่างจะง่ายขึ้นสะดวกขึ้น จากต้องหยิบกระดาษปากกาเขียนจดหมาย มาเพียงนิ้วจิ้มๆบนโทรศัพท์มือถือก็สามารถติดต่อพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงได้ จากการอกลับเมืองไทยถึงได้หอบน้ำพริกเผากลับมาสัก 2-3 ขวด เดี๋ยวนี้แค่เดินออกไปหน่อยก็มีร้านอาหารไทย จากกลับบ้าน 2-3 ปีครั้ง เพราะค่าตั๋วเครื่องบินแพง เดี๋ยวนี้กลับกันปีละ 2-3 ครั้ง ถึงแม้ว่าความเป็นอยู่จะง่ายขึ้น แต่ 38 ปีที่ผ่านมา การดำรงชีวิตแทบจะไม่ได้แตกต่างเลย ทุกวันนี้ผมยังเห็นเด็กนักเรียนไทยต้องดิ้นรนต่อสู้ ทั้งเรียน ทั้งทำงาน ทั้งงานบ้าน ล้วนต้องขวนขวายดูแลรับผิดชอบตัวเอง อย่างที่ผมเคยทำเมื่อ 38 ปีที่แล้ว 

นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมแต่งเพลง "ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย" ยิ่งในสมัยนั้น 20-30 ปีที่แล้ว คำว่า "เด็กนอก" มันช่างเป็นฐานะที่น่าชื่นชมยินดีสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ แต่จะสักกี่คนที่รู้และเข้าใจเบื้องหลังการต่อสู้ชีวิตของเด็กนอก ที่ต้องฝ่าฟันกับความเหงา ความคิดถึงบ้าน ความเป็นคนต่างด้าว ความไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาพ่อภาษาแม่ และอุปสรรคอื่นๆจิปาถะ แต่! แต่ทั้งหมดทั้งปวงล้วนเป็นการเสริมสร้างตัวเอง ดังที่เขียนไว้ในเนื้อเพลท่อนสุดท้าย "ลำบากลำเค็ญก็เป็นการลงทุน ก็นับว่าบุญได้เปิดหูเปิดตา ได้ฝึกได้ฝนได้อดทนศึกษา จะกลับมาพัฒนาตัวเองและชาติไทย" ผมก็ขอน้อมมอบเพลงนี้เป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกๆคนนะครับ ความลำบากลำเค็ญในวันนี้ จะเป็นขันติบารมีที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ที่ไม่ควรลืมคือ ประโยชน์ส่วนรวม มันเป็นหน้าที่พลเมือง หากสังคมไม่เป็นสุข เราจะเป็นสุขได้อย่างไร จริงไหมครับ? ที่ยิ่งไม่ควรลืมคือ ตอบแทนคุณชาติ การอาศัยอยู่ในต่างประเทศพวกเราสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างง่ายๆ เพียงใช้อัธยาศัยความเป็นมิตร ยิ้มแย้มอย่างไทยๆที่เราติดเป็นนิสัยอยู่แล้ว ช่วยกันอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมของเราที่มีดีอยู่แล้ว เราก็ได้ช่วยสร้างภาพพจน์และชื่อเสียงของชาติบ้านเมืองให้กับชาวต่างชาติแล้วก็ถือได้ว่าเราได้ตอบแทนคุณชาติแล้ว 

ภาพถ่ายที่แนบมาเป็นภาพที่ผมได้รับรางวัล "พระพิฆเณศ" จากสมเด็จพระเทพฯ สำหรับเพลงยอดเยี่ยมประจำปี 1996 ในเพลง "ทิ้ง" ไม่ได้มาโฆษณาตัวเองหรอกนะครับ แต่ตั้งใจนำประสบการณ์ตัวเองมาเล่าสู่กันฟังเป็นอุทาหรณ์คือผมในนามของวง Outsiders ได้ทำสัญญากับบริษัท RS ทำเพลง 4 ปี 3 ชุด ตอนเอางานชุดสองไปเสนอคือปลายปี 1994 ทางบริษัทบอกว่าไม่ทำต่อ เพราะภาพพจน์วง Outsiders เสียไปแล้ว ทั้งที่เมื่อต้นปี คุณแหม่ม พัชริดา กับคุณอริสมันต์ เอาเพลง "ทิ้ง" ไปร้องใหม่โดยไม่ได้ขออนุญาต ตอนกลางปีผมก็แต่งเพลง "รักคงยังไม่พอ" ให้กับพี่เสือ ธนพล ซึ่งทำยอดขายให้กับบริษัทไม่ต่ำกว่า  3 ล้านตลับ การขอเลิกสัญญายังพอรับได้ แต่มาบอกว่าภาพพจน์ของผมเสียไปแล้วนี่! ทำใจลำบาก! คิดจะแก้แค้นฟ้องร้องต่างๆนานา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เก็บความโกรธแค้นไว้ในใจ จนกระทั่ง 2 ปีให้หลัง รางวัล "พระพิฆเนศ" เสมือนกับรางวัลที่ฟ้าประทานมาให้ หากผมได้เป็นเงินกลับมา ไม่ว่าจะกี่แสนกี่ล้านไม่นานก็หมด แต่รางวัลนี้เป็นกำไรที่ผลสามารถภูมิใจได้ตลอดชีวิต บทเรียนคือ "น้อมรับ อดทน" น้อมรับกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อดทนกับทุกอุปสรรคที่มาเผชิญหน้า บางครั้งความดีที่เราทำไปต้องอาศัยเวลาในการส่งผล เร่งด่วนหวังผลก็เท่ากับเป็นทุกข์ฟรีๆ มีแต่โทษไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ผมยังนึกขอบคุณบริษัท RS ที่เอาเพลง "ทิ้ง" ไปทำใหม่ น้อมรับ อดทน หนักแน่น และเชือมั่นได้เลยครับ ว่า "ทำดีได้ดี" พุทธฏีกานี้พระพุทธเจ้าทรงเป็นพยาน

แล้วพบกันใหม่ครับ

แทน ปัณฑุรอัมพร

comments powered by Disqus