Home > Thai People > ดาเรศ กรายแก้ว

ดาเรศ กรายแก้ว

Friday, Mar 25, 2011

ไม่มีใครไม่รู้จัก ณ บางกอก ร้านอาหารดังในไทยทาวน์ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยลูกค้าทั้งไทยและเทศ ด้วยรสชาดอาหารไทยแท้ๆและการต้อนรับที่ทำให้บรรดาลูกค้าคนไทยหยุดโรค Homesick

ไปได้เป็นพักๆเมื่อเข้าไปเยือน ณ บางกอก ทุกครั้งที่อาการกำเริบ ในยามดึกยังสามารถละเลียดเหล้าเคล้าเสียงเพลงได้บรรยากาศเหมือนกรุงเทพในยามราตรีได้อีกทุกวัน

ดาเรศ กรายแก้ว หรือ พี่เดียร์ของน้องๆ คือผู้หญิงที่ยกเอากรุงเทพมาไว้ที่นี่กลางกรุง เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ เป็นหญิงมั่นที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของเธอเอง วันนี้เรามาพูดคุยกับเธอแบบสบายๆครับ

VR : ก่อนจะมาถึงตรงนี้ เด็กหญิงดาเรศ เป็นยังไงมาบ้าง

พี่เดียร์ : โตที่หาดใหญ่คะ เรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยจนจบมัธยมปลาย แล้วเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบศิลปศาสตร์บัณฑิต เอกวรรณคดีอังกฤษ ไม่ค่อยมีใครเรียนเท่าไหร่หรอกคะพี่สาขานี้ จบปั๊ปก็ไปเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ อยู่ได้ซักปีครึ่งรู้เลยว่าตัวเองชอบ เอ ถ้าเราไปเรียนต่อน่าจะดีนะ ก็ไปปรึกษาเจ้านาย ตอนนั้นเมืองไทยกำลังอู้ฟู่มากเจ้านายก็บอก เธอไม่ได้เรียนด้านงานสื่อสารมวลชนมาไปเรียนต่อซิ กลับมาก็มาอยู่กองบก.ต่อจะเก็บงานไว้ให้รีบไปเรียนมา ก็คิดวาดฝันเอาไว้เลยวันใดวันหนึ่งเราจะต้องไต่ขึ้นไปเป็นบก.เลือกทางสายนี้ ก็เลยมาเรียนต่อ เรียนด้านการสื่อสารระหว่างประเทศที่ Macquarie University จบปี 1997 ก็จะกลับ เมืองไทยก็เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โทรไปที่ทำงานเก่าเจ้านายเก่าก็ย้ายไปสำนักไหนแล้วก็ไม่รู้ คุณแม่บอกไม่ต้องกลับมาหรอกเมืองไทยแย่มากมาก็ตกงาน ก็เลยเคว้งนิดๆ จะหางานแบบเก่าก็คงยาก ภาษาเราก็ว่าเราดีแต่จะไปสู้พวกเกิดที่นี่เขาได้ยังไง ก็เลย เอ้าเข้าร้านอาหารไทยก่อน ลงเรียน Diploma ซื้อเวลาก่อนแล้วกัน ก็เข้าไปช่วยร้านพี่น้อยใหญ่ไทยตั้งแต่แกยังเป็นร้านไทยออร์คิด จนมาเป็นใหญ่ไทย ทำหมดทุกอย่างเป็นเชฟ เสิรฟ ผู้จัดการ ก็เป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสพการณ์ ช่วงนี้ก็จะหวนคิดถึงตอนเด็กๆชอบเล่นอะไรโลดโผนแบบเด็กผู้ชาย แม่ก็ให้ตำน้ำพริกให้อยู่ช่วยในครัว เราก็เถียงว่าทำไมน้องชายไปเล่นได้เราต้องมาอยู่ในครัว แม่ก็บอกเราเป็นผู้หญิง เราก็บอกมันไมแฟร์แต่ตอนนี้รู้คุณคุณแม่เอามาใช้ได้ทั้งหมดเลย อยู่กับพี่น้อยไปได้ 2 – 3 ปี พี่จอยซึ่งเป็นเพื่อนพี่น้อยก็มาชวนเราไปทำกับแกที่ศูนย์การศึกษาสเตลล่า ไปเป็น consultant ก็ทำควบเลยสองงาน ก็อยู่กับพี่น้อยรวมๆแล้วก็ 7 ปี ส่วนพี่จอยก็ทำอยู่ประมาณ 10 ปี

VR : ราศีเถ้าแก่เข้ามาจับเมื่อไหร่

พี่เดียร์ : ใจเย็นๆซิพี่ แหม กำลังจะมา ข้างบนเค้ากำลังขีดเส้นอยู่ มาทำกับพี่จอย 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น กลางคืนไปต่อร้านพี่น้อย ทำอย่างงี้อยู่ 5 – 6 ปี เป็นมนุษย์สองระบบ หลังๆมาไม่ไหวก็บอกพี่น้อยแกก็เข้าใจ ก็เลยทำกับพี่จอยที่เดียว ตอนอยู่ร้านพี่น้อยก็เคยคิดนะว่าร้านอาหารนี่ถ้าทำดีๆ มันเจริญเติบโตไว ตั้งตัวไวในประเทศนี้ ทุกคนก็คิดเหมือนกันไม่อยากเป็นลูกจ้างตลอดไปหรอกคะ ก็ได้แต่คิด พอจะเก็บเงินเป็นก้อนได้ ก็จะมีอันที่บ้านทางเมืองไทยจะขาดเงินก็ต้องส่งไปให้ พอมาอยู่กับพี่จอยความฝันก็ค่อยๆเลือนหายไปนึกว่าไม่ได้ทำแล้ว อันที่จริงก็มีความสุขดีนะ ตอนนั้นอายุก็ 33 – 34 ปี ก็โอเคเลยนะอยู่กับพี่จอย ทีนี้พี่จอยก็เป็นเพื่อนของพี่จูเจ้าของร้านเก่าชื่อ Orange Thai ที่เป็น ณ บางกอกขณะนี้ เราก็ตามพี่เขาไปทานข้าวกลางวันประจำ แกก็คุยกับพี่จอย นี่ฉันเหนื่อแล้วนะเธอ จะกลับไปอยู่ใต้หวันแล้ว แกเริ่มถอดใจเพราะกลางวันขายพอได้แต่กลางคืนขายไม่ได้ ประกาศขายร้าน $150,000 เราก็ไม่สนใจเพราะเราไม่มีเงิน คนก็มาต่อราคาลงเรื่อยๆ แกบอกขายได้ปีกว่าก็ยังขายไม่ได้ แล้วดูเหมือนคนก็จะรอให้ราคามันลงไปเรื่อยๆ เพราะรู้ว่า Lease มันเหลือแค่ 8 – 9 เดือนแค่นั้น อยู่ๆมามีคนจากเมลเบิล์นมาตกลงในราคา $120,000 เจ้าของตึกเขาไม่ approve คนจะซื้อก็เลยซื้อกันไม่ได้ บางรายก็มาต่อจนน่าเกลียดเหลือ 8 – 9 หมื่นยังงี้แกก็หงุดหงิด บางรายก็มาบอกให้เราไปช่วยต่อให้

เท่านั้นเท่านี้ เราก็บอก พี่ต่อต่ำไปหรือเปล่า เขาบอก Lease เหลือนิดเดียวเองเอาไปทำไมเยอะแยะ เราก็ต้องไปพูดเพราะอยากให้พี่จูแกขายได้ บอกพี่จูอย่าโกรธหนูนะ เขาให้มาถามพี่ว่าเท่านี้ได้ไหม แกก็บอกถ้าฉันจะให้คนพวกนี้ ฉันให้เธอดีกว่า เดียร์บอกไม่มีตังค์ เธอเอามาให้ฉันหมื่นนึงก่อน ที่เหลือผ่อนให้ฉัน ฉันเอาแสนเดียว นึกว่าแกพูดเล่น แกเอาจริงๆ ก็กลับมาคิดทำได้ซิ อะไรมันก็อยู่ที่ Location เหมือนที่ฝรั่งเค้าชอบพูด Location is everything กลางดงคนไทยแท้ๆทำไมจะทำไม่ได้ ใช่ไหมพี่ คิดถึงร้านพี่จอห์นน้ำทิพย์มีเพลงฟังให้คนไทยไม่คิดถึงบ้านตั้งแต่น้ำทิพย์ ปิดก็ไม่มีที่ไหนเปิดให้คนไทยมานั่งฟังเพลงดนตรี Acoustic ชิวๆกัน ตอนจะซื้อร้านมามันตกสุดๆแล้วนะคะแล้วก็ดูไม่ได้เลยโทรมสุดๆ ต้องปรับปรุงร้าน ถ้าไม่ทำจะซื้อมาทำไม ก็ต้องมีแล้วอีกแสนรวมกับค่าทำร้านใหม่ก็ต้องสองสามแสน ก็โทรศัพท์ไปยืมทางบ้านยืมญาติพี่น้องก็ยังไม่พอ ก็เรียกหุ้นนัองๆเสนอโปรเจคไป บอกเนี่ยจะทำให้เป็นแหล่งชุมนุมคนไทยนะ เขาก็เชื่อใจเดียร์ ก็โอเค มาลงหุ้นกัน

VR : ก็เลยมีหลายหุ้นส่วนมาช่วยกัน

พี่เดียร์ : คะ 6 คน เดียร์ถือหุ้นครึ่งหนึ่ง ตอนเสนอโปรเจคไปบอกถ้าไว้ใจพี่ก็ให้พี่เป็นคนบริหาร ทำหลายคนมันขัดกันบริหารไม่สะดวก เรื่องตัดสินใจขอเป็นเรา เรื่องเงินทองเดียร์ทำรัดกุม ตอนนี้จะ 4 ปีแล้วทุกคนแฮปปี้ ไม่เข้ามายุ่งกับเรา ปล่อยให้เราทำงานคนเดียว

VR : ได้ข่าวว่าไปเปิดอีกร้านที่ Maroubra

พี่เดียร์ : ฮึกเหิมๆคะพี่ เราทำได้ดีทำสำเร็จก็คิดว่าเราทำอาหารอร่อย ยังงั้ยยังไงก็ต้องตามเราไปกิน ก็ convince น้องๆเขาซิ บอกนี่เงินเก็บไว้ประเทศนี้เสียภาษีนะ เอาไปลงทุนต่อกันดีกว่าก็เอาไปหมดนี่แหละ 6 หุ้นเหมือนเดิม เขาก็เชื่อเรา พอไปเปิดแล้วมันไม่ใช่ location location location เหมือนเดิมอีกแหละพี่ ขายได้แต่มันไม่ดีเท่าที่ควร Demographic คะ มันสู้ในเมืองไม่ได้ ร้านไทยตรงนี้มีหลายร้านก็จริง แต่มันเหมือนเค๊กชิ้นใหญ่ แบ่งกันยังไงก็ยังอิ่ม หลายคนทักเดียร์แล้วบอกทำร้านเดียวไม่ดีเหรอ ห่วงหน้าพะวงหลังนะ เราก็มั่นใจตัวเองสูงต้องทำได้ซิ แต่ก็โอเคนะคะ มันก็สอนเราว่าเออ ต้องคิดให้ถี่ถ้วน แล้วเดียร์เปิดร้านโน่นได้ไม่เท่าไหร่ก็มา renovate ร้านนี้ เงินทุนที่เอามาปรับปรุงซื้อร้านได้อีกร้านนึงเลยนะ แต่ต้องทำแล้วก็ดีนะลูกค้าชอบมากได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไม่จำเจ

VR : มีเรื่องอะไรอยากบอกน้องๆรุ่นหลังๆ

พี่เดียร์ : คนเรามันเกี่ยวกับจังหวะชีวิตนะ เหมือนกับมีคนบอกเดียร์ว่ามีเงินแค่หมื่นเดียว อย่าไปคิดฝันจะทำร้านเลย อยากบอกน้องๆว่า ถ้าโอกาศดีๆมาถึงตรงหน้า อย่าปล่อยให้เลยผ่านไป ถ้ามั่นใจแล้วรีบคว้าเอาไว้จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง เพราะมันอาจจะไม่มีครั้งที่สอง

VR : มองตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า 10 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร

พี่เดียร์ : ธุรกิจ food industry นี่ไปได้ตลอดนะ ไม่มีจุดอิ่ม พลิกแพลงไปได้เรื่อยๆ ตอนเปิดร้านได้ซักสองปีแรกก็วาดไว้เลย อีก 5 – 10 ปีข้างหน้าจะมีเท่านั้นเท่านี้ร้าน ตอนนี้ slow down ลงเยอะ จังหวะไงพี่จังหวะ อยากทำไปเรื่อยๆ รอจังหวะดีๆก็จะเริ่มอีก อาจจะเป็นต่างรัฐไปเลย

VR : บอกหน่อยซิว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนยังไง

พี่เดียร์ : ชอบทำงาน ลูกน้องจะบอกเราดุเพราะจริงจังเรื่องงานต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่ยึดติดอะไร เดินไปข้างหน้าอย่างมีสติไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย แล้วก็มีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเอง คิดว่าเป็นคนใช้เงินเป็นนะ มีเงินแล้วตั้งเป้าเลย ปีนี้จะไปเที่ยวไหน ให้รางวัลตัวเอง กลัวไม่ได้ใช้เงิน (หัวเราะ) ชีวิตคนเราสั้นนะพี่

comments powered by Disqus