Home > Thai People > สุนีย์ คำพูน

สุนีย์ คำพูน

Thursday, May 12, 2011

ขับรถเลี้ยวออกจาก M4 ผ่านถนน Smith field road ไปสักครู่ เราก็เลี้ยวซ้ายเข้า Warren read จะเห็น Warehouse ใหญ่ ของ BKK Australia ตั้งตระหง่าน

ขับรถเลี้ยวออกจาก M4 ผ่านถนน Smithfield road ไปสักครู่เราก็เลี้ยวซ้ายเข้า Warren road จะเห็น Warehouse ใหญ่ของ BKK Australia ตั้งตระหง่าน BKK เป็นบริษัทนำเข้าสินค้าไทยใหญ่ที่สุดของ New South Wales และก่อตั้งมากว่า 30 ปีแล้ว เราเดินขึ้นชั้นบน เมื่อแจ้งความประสงค์แล้ว Receptionist สาวจีนวัยรุ่นก็นำเราเข้าไปพบเจ้านายของเธอ คุณสุนีย์ คำพูน เธอลุกออกมาต้อนรับเราเพื่อนำเราไปยังห้องรับแขก แต่ไม่ทันเราซะแล้วเพราะเราเหลือบมองเห็นโต๊ะทำงานของเธอซึ่งมีสินค้าวาง เรียงรายทั้งสองข้างของโต๊ะทำงาน เว้นพื้นที่ทำงานให้เธอแค่ตรงกลางโต๊ะ เธอสังเกตเห็นจึงยิ้มและเปิดบทสนทนาทันที “คนเห็นโต๊ะทำงานดิฉันก็อาจจะมองได้ 2 มุม มุมแรกก็จะมองว่าทำงานเป็นผู้บริหารรับผิดชอบสูง แต่ไม่มีความเป็นระเบียบจะบริหารงานใหญ่ๆได้อย่างไร อีกมุมหนึ่งก็จะมองว่าเป็นคนทำงานหนัก ไม่สนใจเรื่องเล็กน้อย ทำงานอย่างเดียว ไม่ใช่ทั้งสองอย่างแหละคะ มันเป็นเนื้องาน ดิฉันเป็น MD (Managing Director) เป็นคนเลือกพิจารณาเลือกสินค้าแต่ละตัวสั่งเข้ามา อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ดิฉันเพียงผู้เดียว อีกทั้งต้องดูแลการตลาดด้วย สินค้าที่วางบนโต๊ะพวกนี้ยังไม่ finalize คะ ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจก็วางไว้ก่อนเหมือนงานยังไม่เสร็จแล้วก็เหมือน เป็น Reminder เตือนเราด้วยว่า เดี๋ยวมีเวลาแล้วพิจารณาด้วยนะเรื่องนี้ ถ้าเรื่องเรียบร้อยแล้วก็เอาไปเก็บคะ”

เธอเดินนำเราไปยังห้องรับแขกพร้อมกับกล่าวว่า “เราเป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวในออสเตรเลีย ก็มี ซ๊อสตราภูเขาทอง น้ำพริกแม่ศรี พวกแลคตาซอย ผลิตภัณฑ์ตราเด็กสมบูรณ์ (หยั่นหว่อหยุ่น) เราเป็นตัวแทนในรัฐนิวเซาท์เวลส์ สินค้าที่เป็นเบสิกๆเราได้มาหมดแล้ว เราต้องมองหา Channel ใหม่ ต้องเลือกสินค้าที่เป็นกลางๆทุกคนทานได้ ไม่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ต้องเน้นว่าต้องขายในกลุ่มคนไทย ทีแล้วๆมาที่ประสพผลสำเร็จสูงสุดเห็นจะเป็นเรื่องข้าวหอมมะลิ ตราสิงห์นี่แหละ เราไม่รู้ว่าเราอันดับหนึ่งหรือเปล่าแต่เป็นอันดับต้นๆแน่นอน”

“การนำสินค้าเข้าไปในซูปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆอย่าง Woolworth หรือ Coles นี่ก็ดีนะคะ ทำให้สินค้าเราแพร่หลายได้ไว เป็นข้อดีทุกคนก็ไฝ่ฝันที่จะเอาสินค้าของตัวเองเข้าไป ก็จริงอยู่มันทำให้สินค้าของคุณโตไว เพราะอย่าง Woolworth เขามีสาขากว่า 700 สาขา สินค้าเราสามารถเข้าไปได้ทุกที่ ช่วงแรกเขามาติดต่อนำสินค้าเราไปขึ้น shelf ถึง 65 item แต่หลังๆมาลดลงเหลือแค่ 5-6 item เองเพราะยอดขายไม่ดีก็ต้องตัดออกไปเรื่อยๆ สาเหตุก็เพราะคนที่ดูแลในส่วนนี้เขายังไม่เข้าใจตลาดพอ เขาตั้งราคาของไว้สูงไป อย่างของที่ลูกค้าเขาสามารถซื้อร้านเอเชียได้ราคามันถูกกว่ากันเยอะเขาก็ ต้องซื้อข้างนอกกัน เราก็ไม่ได้คิดจะติดตามสักเท่าไหร่เพราะการเอาสินค้าเข้า Woolworth มันมี Margin ต่ำ Trading term มันสูงประมาณ 20% มันประกอบด้วยค่า Warehouse ค่า Distribution เทอมของการจ่ายเงิน ค่าโปรโมชั่น เขาจะขอเรามาในลักษณะ Price reduction บ้าง ทุกๆ 6 เดือนเพื่อโปรโมทสินค้า ก็ต้องไม่ต่ำกว่า 5% มันไม่ได้อะไรมากเพราะต้นทุนเราสูงกว่าปกติ แล้วอีกอย่างสังเกตไหมคะพอสินค้าเราติดตลาด ยอดขายสูง ตัว Woolworth หรือ Coles เองก็จะผลิตของๆเขามาขึ้น shelf ตีคู่กับเรา ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ของ Lee Kum Kee ที่เขาทำน้ำมันหอยติดตลาด ทาง Coles ก็ผลิตของเลียนแบบติดยี่ห้อตัวเอง คือเขารู้ตัวเลขแล้ว”

“ปัญหาหรืออุปสรรคหนักๆไม่มีหรอกนะคะ มันเป็นเรื่องธรรมดาละคะ ทำธุรกิจก็ต้องมีคู่แข่ง ก็ทำการตลาดแข่งกันไป แข่งกันเซอร์วิสลูกค้า แต่จะไปยอมแพ้ก็พวกบริษัทเล็กๆที่ใจกล้าบ้าบิ่น สั่งของมาดั้มพ์ราคาแข่งกับเรา ได้กำไรเขาคงไม่ได้หรอกแต่อาศัยเอาสินค้าหลักๆดึงดูดความสนใจเพื่อจะได้พ่วง สินค้าตัวอื่นๆไปด้วย เราเป็นตัวแทนก็จริง แต่เขาไปซื้อตรงจากเมืองไทยอาจจะซื้อจากแมคโคร หรือ ยี่ปั๊วที่เมืองไทยแล้วนำเข้ามา ที่เขาเรียก Pararell Import อันนี้แหละหนักใจ”

“ดิฉัน ไม่ได้ร่ำเรียนสูงมากหรอกคะ จบ ปวส. ด้านการตลาด แล้วมาต่อปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจการตลาด ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา สมัยก่อนโน้นเรียนกันที่วิทยาลัยจักรพงษ์ภูวนารถ แล้วก็ไปทำงานอยู่กรมแรงงาน กำลังสอบไปเรียนโทที่นิด้า ตอนนั้นแต่งงานแล้วก็กำลังเบื่องานด้วย งานรับราชการมันง่ายๆ เวลาว่างก็เยอะ พี่น้องทางแฟนเขาอยู่ที่นี่หมด คุณแม่แฟนเขาก็อยากให้แฟนกลับมาอยู่ด้วย ก็เลยตัดสินใจมาออสเตรเลีย มาเป็นแม่บ้านได้ซักปีมามีลูกชายคนแรกก็เลยอยู่ดูแลเขาก่อน ปี 1984 ก็เริ่มมาทำงานกับคุณอาของแฟนก็คือเจ้าของ BKK คนแรกนี่แหละคะ ปี 1976 มีพวกอพยพเข้ามาเยอะ เวียตนาม เขมร ลาว คนไทยยังน้อยมาก เราเริ่มถูกเวลาคุณอาเขาเริ่มปี 1980 คือสั่งของไทยเข้ามาขายในตลาดเอเชียคนไทยยังน้อยมาก คู่แข่งก็น้อย ช่วงแรกที่ดิฉันมาทำงานก็ต้องเริ่มใหม่หมดทำทุกหน้าที่ ก็เลยรู้ไปหมดทุกอย่าง คอมพิวเตอร์ก็มาเรียนที่นี่เพราะอยู่เมืองไทยไม่รู้จักคอมพิวเตอร์สมัยนั้น กิจการเจริญรุ่งเรืองมาตลอด ระยะหลังคุณอาเขาหันไปจับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ไปซื้อที่ทำ Shopping Center ที่ Cabramatta คือตลาด BKK แล้วก็ไปซื้อที่ Shopping Center ที่ Eastlake ตอนนี้แหละใช้เงินเยอะกว่า 20 ล้าน แล้วแกก็เริ่มเบื่อๆธุรกิจนี้แล้วไปสนใจทางด้านนั้นมากกว่า เราก็เสนอบอกขายกิจการดีไหมหละอา เพราะธุรกิจยังต้องการเงินทุนมาสนับสนุนให้มันโตขึ้นไป แกก็เลยตัดสินใจขายให้เจ้าของใหม่ซึ่งเป็นคนอินโดนีเซีย เขาก็ยกให้เราบริหารต่อ ให้อำนาจเราเต็มที่ก็เลยอยู่ช่วยเขาต่อนับแต่นั้นมา พนักงานก็อยู่กันเกือบครบส่วนใหญ่ก็อยู่มา 15-20 ปี ตัวดิฉันเองปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานเหมือนพี่น้องให้เขารู้ว่าเขาเป็นส่วนสำคัญ ส่วนหนึ่งขององค์กรนี้นะ”

“ยืนยันคะว่าทิศทางอาหารไทยและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารไทยยังไปได้ดีและ จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ สังเกตจากแบรนด์ใหม่ๆที่ออกมาในตลาดมากมาย อย่างเราทำด้านนี้มาร่วม 25 ปี ข้าวหอมมะลิตัวเลขเราเพิ่มขึ้นทุกๆปีซึ่งสัมพันธ์กันกับประชากรที่เพิ่มขึ้น เช่นกัน ก็น่าจะเป็นดรรชนีชี้นำได้อย่างหนึ่ง ถ้าจะฝากอะไรกับเด็กรุ่นใหม่ๆก็คืออย่าไปยึดติดว่าอาหารไทยต้อง Authentic เท่านั้นจะเสียเอกลักษณ์ มันไม่ใช่ถ้าเราไปยึดติดมันไม่โตนะ มันจำกัดตัวเอง แกงเขียว แกงแดง หรือมัสมั่น เอาไป Apply ประยุกต์ได้ตั้งเยอะ เอาไปหมักทำพาย ทำอะไรได้อีกต้องช่วยกันคิด อาหารไทยยังไปได้อีกไกลมากๆ”

“ถ้าถามดิฉันว่าเสียดายไหมที่ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่แทนที่จะรับราชการน่า จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มากกว่า อันนี้มันก็ไม่แน่นะคะ กรมแรงงานเป็นกรมใหม่มีโอกาศที่เราจะได้รับการโปรโมทไปในตำแหน่งดีๆก็จริง แต่เราก็ไม่สามารถรู้อนาคต แต่เวลานี้เราอยู่ตรงนี้เรานั่งทำงานในตำแหน่งนี้ เราเป็นตัวเลือกสินค้า สินค้าชนิดเดียวกันมาจากหลายประเทศแต่การที่เราเป็นคนไทยก็ทำให้เราโอนเอนไป ทางสินค้าไทย เราทำมา 20 กว่าปี สินค้า 80% เป็นของไทย คุณลองคิดเล่นๆว่าดิฉันสั่งของจากเมืองไทยมากี่คอนเทนเนอร์แล้ว อยู่ที่นี่ดิฉันสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศของดิฉันมากกว่าดิฉันอยู่เมืองไทย เสียอีก”

Last Updated ( Thursday, 12 May 2011 09:31 )

comments powered by Disqus